กฎการปกป้อง 4 ประการ

การปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นในองค์กรและสังคมทุกระดับ เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แม้จะน้อยแต่ก็เป็นอุปสรรคในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ และหากความเสียหายที่ว่าเล็กน้อยนั้น ได้รับการแก้ไขไม่ทันท่วงที อาจบานปลายขยายใหญ่ไปสู่ความเสียหายใหญ่โต จนทำลายทั้งองค์กรนั้นได้ ดุจรอยร้าวของเขื่อนกั้นน้ำ แรกๆอาจเพียงแค่ทำให้น้ำซึม แต่เมื่อได้รับแรงอัดแรงดันของน้ำมากเข้าโดยไม่มีการซ่อมแซมแก้ไข ก็นำไปสู่การพลังทลายของเขื่อนได้

ในสังคมปัจจุบัน การปกป้องปัญหาต่างๆ มักมุ่งเน้นที่ภายนอก กฎระเบียบทั้งหลายมุ่งที่จะแก้ไขตรงปลายเหตุ คือสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งผิดกับวิสัยของมนุษย์ ที่ไม่นิยมการถูกบังคับ ฉะนั้น คำขวัญทั้งหลายที่คิดค้นกันขึ้นมา จึงเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูเสียส่วนมาก ยกมากล่าวถึงในการพูดคุยมากกว่าจะนำไปปฏิบัติกันอย่างจริงจัง

ที่เห็นอยู่เสมอ เช่น ในการก่อสร้างหรือในโรงงานต่างๆ มีคำขวัญ ปลอดภัยไว้ก่อน หรือ SAFTY FIRST ตัวใหญ่โต แต่ปรากฏว่า มีอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตอยู่เสมอๆ ซึ่งสาเหตุส่วนมากเกิดจากความประมาท อันเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับคำขวัญ SAFTY FIRST อย่างสิ้นเชิง

หรือการประกาศหลักการ Good Governance ธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง โปร่งใส แต่การกระทำจริงๆเต็มไปด้วยการหลบเลี่ยง ความฉ้อฉล เป็นศรีธนญชัย ทั้งในเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อประโยชน์ขององค์กรของตน อันหมายถึงผลประโยชน์ของตน แม้ประเทศชาติจะเสียหาย หรือองค์กรอื่นที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แข่งขันตามกฎกติกาต้องเสียประโยชน์อันควรได้ไป

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเชื่อและทำกันว่า กฎที่ออกมาบังคับนั้น มีข้อยกเว้น จึงพยายามใช้ข้อยกเว้นที่มี (ถ้าไม่มีก็พยายามหาจนมีให้ได้) เพื่อก่อประโยชน์แก่ตนเองที่สุด นี่เป็นข้อบกพร่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาที่มุ่งเน้นภายนอก คือการบังคับด้วยกฎ ซึ่งแตกต่างจากการป้องกันแก้ไขภายใน คือจิตใจของคน ด้วยการสร้างให้มีจิตสำนึกที่ดี เมื่อคนมีสำนึกดีรับผิดชอบองค์กรก็ย่อมทำไปตามสำนึกดีๆของตน การกระทำผิดในรูปแบบต่างๆย่อมจะเบาบางลงตามน้ำหนักขจองจิตสำนึกดีนั้นเอง

เมื่อพูดอย่างนี้ หลายคนอาจจะหัวเราะ เพราะการพูดถึงความดี จิตสำนึกดี หรืออะไรที่มีคำว่าดีๆอยู่ด้วยเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว แต่ถ้าหากใช้คำหรูๆที่บรรดากูรูฝรั่งใช้กันจึงจะขลังจนต้องเงี่ยหูฟัง ซึ่งอันที่จริงแล้ว ตำราฝรั่งทั้งหลายนั้น หากพิจารณากันอย่างถ่องแท้ ก็จบลงตรงที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้แล้วทั้งสิ้น

การปกป้องหรือป้องกันความเสียหายนั้น ธรรมของพระพุทธเจ้ามีกล่าวไว้ในหลายหมวด ซึ่งล้วนแต่เน้นลงไปที่”ใจ” หรือ “จิต” ทั้งสิ้น ในครั้งนี้ ขอยกเอาหัวข้อ “สัมมัปทาน” หรือ “ปทาน 4″ หรือ “ความเพียร 4 อย่าง” มาเพื่อพิจารณาร่วมกัน คือ

1. สังวรปธาน คือ การเพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในใจ ในทางธรรมคือ การป้องกันไม่ให้เกิดมีความยินดียินร้ายในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นต้น อันเป็นอุปสรรคในการบรรลุธรรม เป็นการป้องกันภายในจิต ประคองจิตให้มีความมั่นคง ไม่หลงกิเลส ในทางโลกก็ย่อมเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความคิดที่จะกระทำผิดกฎระเบียบ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง เอาเปรียบคนอื่นหรือองค์กรอื่น สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ เป็นต้น

2. ปหารปธาน คือเพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อห้ามใจให้คิดไม่ได้แล้ว หรือเมื่อเผลคิดไป เผลอติดไป ก็ต้องรีบละทิ้งให้เร็วที่สุด เพราะสิ่งนั้นไม่ดี เช่น เมื่อคิดละเมิดกฎระเบียบ คิดเอาเปรียบคนอื่น คิดจะแต่งบัญชี เพื่อเข้าตลาดหุ้น คิดเลี่ยงกฎหมายเพื่อขายหุ้นไม่ต้องจ่ายภาษี เป็นต้น เมื่ออยู่ในขั้นของความคิดก็เลิกคิด เมื่อยู่ในขั้นลงมือทำก็หยุดเสีย อันนี่ ท่านว่าเป็นการบำบัดเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย

3. ภาวนาปธาน คือ เพียรพยายามให้กุศลเกิดขึ้นในจิต ข้อนี้ย่อมไม่ต้องอธิบายมาก สิ่งใดที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง ที่ไม่ทำร้ายหรือทำลายคนอื่นและสาธารณะ ก็จงให้เกิดขึ้นในตน แข่งขันกันอย่างเสรี เสมอภาค และยุติธรรม ตนก็ได้ คู่แข่งก็ได้ สังคมก็ได้ ต่างคนต่างได้ หรือ WIN-WIN หรือ Good Governance โดยไม่ต้องประกาศให้เสียน้ำลาย ซึ่งอาจจะขายหน้าเมื่อไม่ทำตามที่พูด ข้อนี้ ท่านว่า เป็นการบำรุงให้ความดีเกิดขึ้นและงอกงาม

4. อนุรักขนาปทาน
คือ เพียรรักษาสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ กูรูฝรั่งอาจเรียกว่า Persistency Control of Goodness หรืออะไรเทือกนี้ ในหมู่นักขายประกันชีวิตก็มีการรักษา Persistency of Policy หรือความยั่งยืนของกรมธรรม์ให้คงอยู่มากที่สุด คนทั้งหลาย องค์กรทั้งหลายก็ย่อมรักษาความถูกต้องที่คิดแล้ว ทำแล้วให้อยู่ต่อไป ข้อนี้ ท่านว่าเป็นการรักษาความดีให้คงอยู่นั่นเอง

ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ ซึ่งขอเรียกให้ทันสมัยว่า “กฎการปกป้อง 4 ประการ” ล้วนเป็นการมุ่งไปที่ใจหรือจิตของคนเป็นหลัก เป็นการป้องกันปัญหาจากภายในตัวคน จะเห็นได้ว่าหากปฏิบัติได้ตามสูตรนี้ ปัญหาทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในทุกระดับของสังคม ย่อมจะมีน้อย มีแล้วก็แก้ไขได้ ไม่คาราคาซังหรือวุ่นวายยุ่งเหยิง เพราะคนต่างมีจิตใจที่จะระวังป้องกันสิ่งไม่ดีไม่งาม และละทิ้งสิ่งไม่ดีไม่งาม ซึ่งก็คือปัญหาให้หมดไปจากใจตน รวมทั้งคิดทำแต่สิ่งที่ถูกต้องและรักษาสิ่งที่ถูกต้องนั้นให้คงอยู่ แม้จะมีปัญหา มีความไม่ลงรอยกัน ตามประสาของคนที่มีกิเลสทั้งหลาย สิ่งต่างๆก็คงไม่บานปลายยืดเยื้อเพราะแต่ละคนมี “จิตสำนึก” ที่ดี ตาม “กฎการปกป้อง 4 ประการ” ดังกล่าวนั่นแล

ขอเสนอเพื่อพิจารณานำไปปรับใช้ตามแต่ระดับสติปัญญาและความสามารถของท่านทั้งหลายเทอญ.

โกศล อนุสิม
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


เรื่องในหมวดเดียวกัน

This entry was posted on Friday, January 8th, 2010 and is filed under บริหารและจัดการ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญแสดงความคิดเห็น

Sponsors

เรื่องตามหมวดหมู่

เรื่องรายเดือน

เรื่องล่าสุด

คนร่วมคุย

เรื่องแนะนำ