คน 4 ประเภท
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวิเคราะห์แยะและวิเคราะห์บุคคลไว้หลายประเภท ตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆ เพื่อสอนคนทั้งหลายให้เข้าใจในธรรมชาติของคน เพื่อให้เกิดปัญญาในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา คำสอนของพระองค์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาและจำแนกแยกแยะผู้คนได้เป็นอย่างดี
พระองค์ทรงตรัสสอนเรื่องบุคคลไว้หลายประเภท โดยอาศัยปัจจัยในการแยกแยะแตกต่างกัน ที่ทรงตรัสไว้หลายเรื่องก็คือ “บุคคล 4 ประเภท”
บุคคล 4 ประเภทที่จะขอยกมาพิจารณากันในวันนี้ได้แก่
ประเภทที่ 1 คนที่มืดมามืดไป คนกลุ่มนี้คือพวกเกิดมาท่ามกลางไม่ดีไม่งาม เป็นผู้มีบาป ไม่สามารถจะพัฒนาตนเองให้พ้นจากความไม่ดีไม่งามได้ คืออยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีความเจริญในความดี เมื่อตายไปก็ตายไปท่ามกลางสิ่งที่ตนเกิดมา หาความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นประเภทต้นคดปลายคด
คนประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไป เป็นคนที่ทำแต่เรื่องไม่ดีอยู่ซ้ำซาก เหมือนไม่มีปัญญาที่จะเรียนรู้แก้ไขอะไร ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ สร้างความเสียหายอยู่เสมอ
ประเภทที่ 2 คนที่มืดมาสว่างไป คนประเภทนี้เกิดมาท่ามกลางความไม่ดี ไม่งาม เหมือนคนพวกแรก แต่สามารถพัฒนาตนเองไปพ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี นับเป็นผู้มีปัญญา มีสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นประเภทต้นคดปลายตรง
ในองค์กรต่างๆ เปรียบได้กับพวกที่มีที่มาไม่ถูกต้อง เช่น อาจใช้เส้นสาย หรือมาแบบผิดระเบียบแบบแผน แต่เมื่อมาแล้วได้สร้างสรรค์ผลงาน ทำประโยชน์แก่องค์กรอย่างใหญ่หลวง ยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดๆต่างๆ ทำงานเพื่อประโยชน์อย่างเต็มที่ ในที่สุดก็กลายเป็นวีรบุรุษขององค์กร เป็นที่จดจำของผู้คนเพราะความดีที่ทำไว้
ประเภทที่ 3 คนที่สว่างมามืดไป คนประเภทนี้เกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่กลายเป็นคนผ่าเหล่า เป็นพวกต้นตรงปลายคด ละทิ้งความดี ความงาม ความถูกต้อง หันไปคบหากับความชั่ว ความเลว ความผิด ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
คนประเภทนี้นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง มักอาศัยที่มาอันถูกต้องของตนทำสิ่งที่ชั่วร้าย เหมือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ที่ปากบอกว่ารักประชาธิปไตยแต่ใจเป็นเผด็จการ ปากบอกว่ารักความถูกต้องแต่ใจใฝ่กระทำแต่ทางที่ผิด ปกปิดการกระทำไม่ถูกต้องของตนด้วยฉันทามติแห่งประชาชน แต่ความชั่วปกปิดไม่ได้ ความลับไม่มีในโลก ในที่สุดก็ถูกเปิดโปงแล้วจบลงด้วยความย่อยยับของตน หลายคนกลายเป็นนักโทษตายคาคุก หลายคนต้องเร่ร่อนหลบหนีความผิดไม่มีแผ่นดินอยู่ ตัวอย่างที่มีให้เห็นในสมัยพุทธกาลก็คือ พระเทวทัต
ประเภทที่ 4 คนที่สว่างมาสว่างไป คนประเภทนี้เป็นผู้มีบุญ เป็นคนสมบูรณ์แบบ เกิดท่ามกลางความดี ความงาม ความถูกต้อง แล้วดำเนินชีวิตไปด้วยหลักการนั้น สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เป็นประเภทต้นตรงปลายตรง เป็นที่ปรารถนาของทุกสถานถิ่นที่
คนสี่ประเภทดังกล่าว มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ทุกคนที่เกิดมาไม่หนีไปจากประเภทหนึ่งประเภทใดใน 4 ประเภทนี้ ในองค์กรทั้งหลายย่อมมีคน 4 ประเภทนี้อยู่มากบ้างน้อยบ้าง หากมีคนประเภท 1 และ 3 มากก็ย่อมจะบั่นทอนความเจริญมั่นคงขององค์กร หากมีคนประเภท 2 และ 4 มากก็ย่อมส่งผลดีต่อองค์นั้นๆ
ท่านผู้นำองค์กรทั้งหลายก็ลองตรวจตราคนของท่านโดยใช้คำสอนที่พระบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ดูนะครับ ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ หากท่านวิเคราะหิแยกแยะประเภทของคนได้ดีเพียงใด ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการงานบุคคลของท่าน หากจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนคนเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ ท่านก็จะสามารถรักษาคนดีไว้กับองค์กรของท่านได้
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิเคราะห์แยกแยะตัวท่านเองว่าเป็นคนประเภทไหนใน 4 ประเภทนี้ด้วย โดยไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง หากท่านเป็นบุคคลประเภทที่ 2 และ 4 ก็น่าปลื้มใจแทนองค์กรและคนของท่าน แต่หากท่านเป็นคนประเภท 1 และ 3 ก็ขอแสดงความเสียใจ.
โกศล อนุสิม
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



เชิญแสดงความคิดเห็น