อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนว่า ความดีนั้นอย่าหมิ่นว่าเล็กน้อยแล้วไม่ทำ ส่วนความชั่วนั้นก็อย่ามองว่าเล็กน้อยแล้วไปลงมือทำ เพราะไม่ว่าความดีหรือความชั่ว แม้เล็กน้อยหากทำบ่อยๆก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ดังน้ำหยดลงภาชนะที่ละหยด เมื่อมากเข้าก็เต็มได้
นี่ย่อมเป็นสัจธรรม คือความจริงแท้ สิ่งทั้งหลายล้วนเริ่มจากเล็กๆพัฒนาไปเป็นสู่ความใหญ่โตตามภาวะของสิ่งนั้นๆ
การทำความดี ความถูกต้อง และบุญกุศลต่างๆ ทำทีละนิดๆสะสมไปเรื่อยๆไม่หยุด ทำอย่างสม่ำเสมอจนเคยชิน จิตก็ยึดมั่นในบุญกุศลนั้น กองกุศลคือความดีก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น นำไปสู่การทำความดีที่ใหญ่ขึ้น เพราะจิตเคยชินกับการทำความดีแล้ว จึงทำได้อย่างคล่องตัว
การทำความชั่วก็เช่นกัน หากมองว่าเป็นความชั่วหรือความผิดเล็กๆน้อย แล้วลงมือทำ เมื่อทำบ่อยๆเข้า ความชั่ว ความผิดก็ย่อมพอกพูนขึ้น นำไปสู่การทำความชั่วและความผิดที่ใหญ่ขึ้นด้วย เพราะจิตเคยชินกับความชั่วความผิดนั้นแล้ว จึงทำได้โดยไม่ลังเลใจ
สังคมใด องค์กรใดที่ผู้คนในสังคม มีความเคยชินกับการทำความดี ทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นสังคมที่คนส่วนมากเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ ประกอบสัมมาชีพเป็นปกติ สังคมนั้นย่อมเป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็น “ปฏิรูปเทสถาน” คือถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม อันเป็นมงคลข้อที่ 4 ในมงคล 38 ประการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แก่เทวดาและมนุษย์
สังคมใด องค์กรใด ที่ผู้คนก็พากันกระทำความผิดหรือความชั่วอย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยขึ้นไป สังคมนั้นก็คงไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสมสำหรับคนปกติ แต่เหมาะสมหรับผู้เป็นมิจฉาทิฐิที่ประกอบมิจฉาชีพเป็นอาจิณเท่านั้น คนปกติที่ไปเกิดในที่นั้น ก็ต้องนับว่ามีเคราะห์กรรมเป็นอันมาก
การวัดว่าสังคมใด องค์กรใด เป็นที่อยู่ผู้สัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิ ย่อมทดสอบทดลองได้จากสิ่งเล็กๆน้อยๆที่วัดกันได้โดยง่าย เช่น ผู้ที่เคยเดินทางไปทั่วโลกได้เล่าไว้ว่า ในบางประเทศนั้น ชาวสวนปลูกดอกไม้ไว้สองข้างทาง เพื่อขายให้แก่คนเดินทางที่ชมชอบความงดงามของดอกไม้ โดยวางกระป๋องสำหรับใส่สตางค์ค่าดอกไม้พร้อมกรรไกรตัดดอกไม้ไว้ที่ซุ้มริมทาง เขียนข้อความให้ผู้ซื้อทราบว่าราคาดอกไม้เท่าใด อยากซื้อกี่ดอกก็ตัดเอาได้เลยแล้วหยอดเงินใส่กระป๋องตามราคาดอกไม้ที่ตัดไป เรียกได้ว่าให้กรรไกรและกระป๋องเป็นผู้ขายดอกไม้ของอื่นๆเช่น ผลไม้ แป้ง เครื่องสมุนไพรที่ชาวบ้านผลิตเองก็ซื้อขายในลักษณะนี้ ผู้คนก็ทำตามกติกาที่แจ้งไว้กันทุกคน ผู้เล่าเรื่องได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากทำเช่นนั้นในบางสังคม มีหวังได้ว่า กรรไกร ดอกไม้และกระป๋องใส่สตางค์ต้องหายไปด้วยกันอย่างแน่นอน
สังคมที่มีเรื่องในลักษณะขายดอกไม้เช่นนี้เกิดขึ้นได้ ย่อมเชื่อได้ว่าเป็นสังคมที่น่าอยู่ สมาชิกในสังคมเป็นผู้ที่มีความดี มีความรับผิดชอบ ไม่ลักขโมยของผู้อื่น ย่อมมีความรักความเมตตาต่อกัน แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ก็ทำกันเป็นปกติ เรื่องใหญ่ๆก็ย่อมทำกันได้เป็นธรรมดา สังคมนี้ย่อมน่าอยู่ แต่ในทางตรงกันข้าม หากสังคมใดขโมยได้แม้กระทั่งกรรไกร ดอกไม้และกระป๋องใส่สตางค์ของคนอื่น ซึ่งเป็นของเล็กน้อย เรื่องใหญ่ๆก็ย่อมทำได้ง่ายดายเช่นกัน สังคมนั้นจะน่าอยู่หรือไม่ ทุกคนคงรู้คำตอบเองโดยไม่ต้องเฉลย
ในระยะ 20 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สังคมโลกต่างให้ความสำคัญเรื่อง “ทำความสะอาด” สังคมกันอย่างขนานใหญ่ นับตั้งแต่องค์กรโลกอย่างสหประชาชาติก็มีการปฏิรูปจัดระเบียบองค์กร เพื่อขจัดสิ่งไม่ดีและคนไม่ดีให้ออกไป องค์กรของรัฐในประเทศต่างๆ และองค์กรเอกชนทุกระดับ ต่างคิดค้นหาแนวทาง กฎ กติกา ในการทำความสะอาดองค์กร ซึ่งทำได้มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพฐานะของแต่ละสังคมขององค์กร
บางสังคม เช่น รัฐบาลจีน ในสมัยของประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินและนายกรัฐมนตรีจูหรงจี การปฏิรูปประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจเสรี ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมจีนอย่างรวดเร็ว มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่เจ้าหน้าที่จีนมากขึ้น การลงโทษผู้กระทำผิดของทางการจึงเป็นไปด้วยความเฉียบขาด โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ซึ่งไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงเพียงใด หากกระทำผิดจริงก็มีสิทธิ์ถูกยิงเป้าโดยเท่าเทียมกับคนอื่น ดังนี้ จึงมีส่วนในการชะลอการทำความสกปรกให้แก่สังคมจีนของพวกมิจฉาทิฐิลงได้มาก ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นการทำความสะอาดสังคมแบบจีนหรือแบบจูหรงจีก็คงได้
ในปัจจุบันนี้ การทำความสะอาดสังคมของรัฐบาลประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีใหม่ๆ เช่น ลาวและเวียดนามก็เป็นไปอย่างแข็งขันควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเวียดนามนั้นนับเป็นตัวอย่างของการทำความสะอาดสังคมเพื่อกำจัดพวกมิจฉาทิฐิตามแบบที่จูหรงจีได้เคยทำมาในสังคมจีนแล้ว นั่นคือ การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างไม่เลือกหน้า ด้วยการสั่งจำคุกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นจำนวนมาก
แต่การทำความสะอาดสังคมดังกล่าวนั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นการแก้ไขที่ปลายเรื่อง หากจำกัดตั้งแต่ต้นเรื่องด้วยการนำคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติ นั่นคือ ความผิดเล็กน้อยก็ไม่ทำ ความดีเล็กน้อยก็ทำเสมอ เหมือนในสังคมที่ให้กรรไกรและกระป๋องขายดอกไม้ เช่นนี้ ย่อมจะไม่มีการยิงเป้าใครหรือจำคุกใคร
ขอฝากไว้ให้ท่านทั้งหลายพิจารณา คงเป็นประโยชน์ต่อองค์กรของท่านบ้าง.
โกศล อนุสิม เขียนเมื่ิอ 24 ตุลาคม 2550 พิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจ



เชิญแสดงความคิดเห็น