พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1)
ศาสตร์ในการศึกษาวิเคราะห์คนในปัจจุบันเชื่อมโยงกับหลายหลายสาขาวิชา ทั้งจากกรอบความคิดทฤษฎีด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษย์วิทยา โหราศาสตร์ การดูโหงวเฮ้ง ฯลฯ ซึ่งบรรดากูรู (GURU) ทางด้านการบริหารและจัดการทั้งหลายต่างนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่นิยมไปทั่วโลก องค์กรธุรกิจก็ดี องค์กรภาครัฐก็ดี ในประเทศต่างๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ของบรรดากูรูทั้งหลายเหล่านั้น มากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร
พระพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นสัพพัญญูคือผู้รู้ทุกสิ่ง ได้ตรัสสอนความรู้เรื่องการวิเคราะห์คนไว้อย่างละเอียดแล้วเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ซึ่งปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่ม 36/2 พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลปัญญัติปกรณ์ ( อ้างอิงจาก พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน เผยแพร่ในรูปแบบแผ่นซีดี) โดยทรงแยกแยะบุคคลไว้เป็นประเภทต่างๆ ตั้งแต่ บุคคล 1 ประเภท ไปจนถึงบุคคล 10 ประเภท เปรียบเทียบคนกับสิ่งต่างๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ดอกบัวสี่เหล่า ที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว เป็นต้น
การแยกประเภทคนของพระพุทธเจ้านั้น ทรงแยกและอธิบายไว้อย่างละเอียด ผู้มีปัญญาไม่มากก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่ทรงอธิบายไว้ได้ หากมีการศึกษากันอย่างจริงจังและเผยแพร่อย่างกว้างขวางแล้ว คงเป็นประโยชน์ในการศึกษา วิเคราะห์ แยกแยะ เลือกสรรบุคคลได้ทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในช่วงของการคัดเลือกบุคคลเข้าไปรับผิดชอบการจัดการบ้านเมือง อย่างน้อยก็ 3 หน่วยคือ ปปช. ที่จะเป็นคนปกป้องทรัพย์สินของชาติ กกต. ที่จะเข้าไปเป็นผู้ควบคุมกติกาการเลือกตั้ง และ ส.ส. ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทั้งสามหน่วยนี้ย่อมต้องการคนดีกันทั้งสิ้น
บุคคลประเภทต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้นั้น บุคคลประเภทที่ 4 เป็นต้นมาได้ทรงเปรียบเทียบให้เห็นถึงความหลากหลายของคนอันเป็นธรรมชาติของสังคม ในที่นี้ จึงขอเสนอคำสอนของพระองค์เกี่ยวกับบุคคล4 ประเภท เป็นต้นไปจนถึงบุคคล 10 ประเภท เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์คนของท่านผู้อ่านทั้งหลาย
บุคคล 4 ประเภทนั้น ทรงเปรียบเทียบไว้หลายแบบ ในครั้งนี้จะยกมาพิจารณาคือ บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ 4 ประเภท โดยทรงกล่าวว่า ต้นไม้มี 4 ประเภทคือ ไม้กระพี้แต่บริวารมีแก่น ไม้มีแก่นแต่บริวารมีกระพี้ ไม้กระพี้บริวารก็มีกระพี้ ไม้มีแก่นบริวารก็มีแก่น โดยทรงขยายความว่า
1.บุคคลเหมือนไม้กระพี้แต่บริวารมีแก่น ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีธรรมอันลามก แต่บริวารของบุคคลนั้น เป็นคนมีศีล มีธรรมอันงาม พูดตามภาษาชาวบ้านก็ได้ว่า หัวหน้าเลวแต่มีลูกน้องดี
2.บุคคลเหมือนไม้มีแก่นแต่บริวารมีกระพี้ ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ส่วนบริวารของบุคคลนั้น เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก พูดภาษาธรรมดาว่า หัวหน้าดีแต่ลูกน้องเลว
3.บุคคลเหมือนไม้กระพี้บริวารก็เป็นกระพี้ ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก บริวารก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามกด้วย พูดง่ายๆว่าหัวไม่ดีลูกน้องก็เลว
4.บุคคลเหมือนไม้มีแก่น บริวารก็มีแก่น ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีศีล มีธรรมอันงาม ฝ่ายบริวารของบุคคลนั้นก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ซึ่งก็คือ ดีทั้งหัวหน้า ดีทั้งลูกน้องนั่นเอง
การวิเคราะห์คนโดยการเปรียบเทียบกับลักษณะต้นไม้นี้ ย่อมจะชัดเจนเป็นอันดีอยู่แล้ว ในการพิจารณาเลือกสรรคนในการทำงาน ไม่ว่าองค์กรระดับใด ก็ย่อมจะมีคนให้เลือก 1 ใน 4 ประเภทนี้ แน่นอนว่า คนแต่ละคนย่อมมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในสี่ประเภทนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะหนักไปในข้อใด ในการเลือกสรรบุคคลระดับสูง ไม่ว่าจะเลือกโดยใคร จะเป็นคณะกรรมการในกรณีเลือกตั้ง ปปช. กกต. เป็นต้น หรือจะเลือกโดยประชาชน ในกรณีเลือก สส. หรือ สว. เป็นต้น เมื่อใช้หลักการนี้ไปวิเคราะห์แยกแยะแล้ว ย่อมจะมองเห็นว่าใครเป็นแบบใดได้ไม่ยาก เพราะผู้ที่จะถูกเลือกก็ล้วนแต่มีพฤติกรรมเปิดเผยแก่สาธารณะอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ผู้เลือกจะไม่สนใจหลักการใดๆนอกจากความพอใจของตนเอง
การเลือกบุคคลทำงานในองค์กรทั้งหลาย ที่จะต้องอาศัยการทำงานเป็นคณะหรือ TEAM WORK ก็น่าจะใช้ประโยชน์จากหลักการนี้ได้ไม่น้อย คณะกรรมการบริษัทจะเลือกผู้บริหาร ผู้บริหารจะเลือกผู้รับผิดชอบงาน ก็ย่อมต้องรู้ว่าใครเป็นอย่างไรอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น จึงย่อมจะใช้หลักการนี้เลือกคนที่ดีที่สุดได้ แม้นไม่มีประเภทที่ 4 ให้เลือก อย่างน้อยก็ได้ประเภทที่ 1 หรือ 2 ก็ยังดี แต่ถ้าหากมีให้เลือกเฉพาะประเภทที่ 3 ทั้งองค์กร ก็คงจะต้องถือว่าเป็นโชคร้ายของผู้ทำหน้าที่คัดเลือก
เป็นธรรมดาของโลกนี้ที่หาเอกบุรุษคือผู้สมบูรณ์พร้อมได้น้อย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกแนวทางให้พิจารณาเอาไปใช้ประโยชน์ไว้แล้ว ถึงไม่มีดีที่สุดก็มีดีรองๆลงมา แม้ประโยชน์ไม่ได้สูงสุด แต่ก็ไม่เกิดโทษสูงสุดเช่นกัน นี่แหละคือโลกความเป็นจริง
โปรดใช้ปัญญาพิจารณาเทอญ.
โกศล อนุสิม เขียนเมื่อ 15 สิงหาคม 2549 ตีพิมพ์ในคอลัมน์เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจ



เชิญแสดงความคิดเห็น