ผลประโยชน์ทับซ้อนในองค์กรธุรกิจ
เรามักได้ยินเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ในการบริหารงานภาครัฐ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและวงศาคณาญาติ ในรูปแบบต่างๆ ทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ ซึ่งหมายถึงประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเป็นผู้จ่ายภาษีอากรแก่รัฐให้นำไปพัฒนาประเทศ แต่กลับต้องถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของบรรดาผู้มีอำนาจในหน้าที่ราชการทั้งหลาย ในรูปผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง
กรณีตัวอย่างของผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นมีมากมาย ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ มีการลงโทษข้าราชการทั้งฝ่ายประจำและการเมืองจนติดคุกมาแล้วก็ไม่น้อย แต่ที่ไม่สามารถจับได้ไล่ทันก็มาก ประชาชนจึงยังสูญเสียประโยชน์ต่อไป

ในองค์กรธุรกิจ ก็เกิดกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นได้ หากพนักงานและผู้บริหารไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ในการทำงาน ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร อาศัยหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋า โดยเฉพาะฝ่ายที่มีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง มีโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้มาก
การแสวงหาผลประโยชน์ก็คงมีวิธีไม่ต่างจากที่ทำในองค์กรภาครัฐ เช่น มีการจ่ายค่าตอบแทนจากผู้จำหน่ายสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อให้แก่ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจ หรือการจัดตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อมารับงานจากบริษัท โดยมีวงศาคณาญาติ หรือเพื่อนฝูงเป็นผู้ถือหุ้นแทน หรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีมาจากการทำงานให้บริษัท เจรจาธุรกิจให้แก่ญาติมิตร เป็นต้น การกระทำดังกล่านี้ ย่อมจะสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรอย่างแน่นอน
ประสบการณ์ในการทำงานเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว ผู้เขียนได้รับการเสนอ “สินน้ำใจ” จากคู่ค้าของบริษัทหลายครั้ง แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากมาย แต่ก็ต้องปฏิเสธไป โดยอธิบายให้เข้าใจว่าที่ไม่รับนั้นเพราะเหตุใด แม้ว่า “ใครๆ เขาก็รับ” ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของใคร ๆ เขา ส่วนผู้เขียนได้ยืนยันหลักการของตนไป ถ้าจะให้จริงๆ ก็ขอให้เพิ่มเป็นส่วนลดให้บริษัทไป
การมอบ “สินน้ำใจ” ดังกล่าวก็คือเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหนึ่งในความคิดของผู้เขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดทั้งศีลธรรม จริยธรรมและกฎหมาย แม้สิ่งนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็น “ประเพณีทางการค้า” ที่มักจะกล่าวอ้างกัน แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใดก็ตาม
การป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ลำพังแต่กฎหมาย ระเบียบของบริษัท ข้อกำหนดต่างๆ นั้นคงไม่สามารถจะป้องกันแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสำนึกความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ เพราะหากผู้ปฏิบัติงานมีคุรธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบหน้าที่ รักษาประโยชน์ของส่วนรวมแล้ว แม้ไม่มีกฎระเบียบวางไว้ หากเห็นว่าเป็นการใดที่เป็นเรื่องไม่สมควรหรือจะทำให้องค์กรเสียหาย ก็คงไม่ทำอยู่แล้ว
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องประโยชน์ทับซ้อนนี้ได้ก็คือ การสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ผู้ปฏิบัติงาน เมื่อสามารถทำได้แล้วก็จะลดความเสียหายได้
ส่วนจะทำอย่างไรนั้น เชื่อว่าทุกองค์กรมีกระบวนการของตนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า องค์ใดมีกระบวนการสร้างจิตสำนึกได้ดีกว่า ก็จะสามารถป้องกันปัญหาได้ โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจทั้งหลาย แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือองค์กรภาครัฐ ที่ดูแล้วปราศจากความหวังเป็นอย่างยิ่ง ผลประโยชน์ทับซ้อนมีมากมาย จนได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นติดอันโลกหลายปี.



เชิญแสดงความคิดเห็น