ฆราวาสธรรมกับการบริหารองค์กร
เมื่อศึกษาเปรียบเทียบคำสอนของพระพุทธเจ้ากับหลักวิชาการใหม่ๆ ทั้งด้านการเมือง การปกครอง ด้านธุรกิจต่างๆนั้น เห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คำสอนที่มีมากว่า 2,500 ปีนั้นยังทันสมัยใหม่เสมอ เป็น “อกาลิโก” คือไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเวลา หมายความว่า ใช้ได้ทุกเมื่อ และใช้ได้กับทุกสถานภาพ ตำแหน่ง หน้าที่ เช่น ธรรมที่จะยกมากล่าวต่อไปนี้ ที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม
ฆราวาส คือผู้ครองเรือน คือเราๆท่านๆทั้งหลายที่ไม่ใช่นักบวช ทั้งเดินดินกินข้าวแกง ทั้งนั่งเครื่องบินกินคาเวียร์ ดังนั้น ฆราวาสธรรม ก็คือ ธรรมสำหรับผู้ครองเรือน ที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัว จะเป็นเจ้าของบริษัท เป็นผู้บริหาร เป็นคนงาน เป็นภารโรง ก็ล้วนต้องมีฆราวาสธรรมด้วยกันทั้งสิ้น
ฆราวาสธรรม นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ คือ
1. สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ อรรถาจารย์ท่านอธิบายว่า คือความซื่อตรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อกัน ทั้งในระดับครอบครัว ตระกูล วงหน้าที่การงาน สังคม จนถึงประเทศชาติอันเป็นส่วนรวม ซื่อสัตย์ต่อกฎหมาย ศีลธรรม มโนธรรม คำพูด ฯลฯ ท่านว่าครอบคลุมถึงขนาดนั้น
2. ทมะ คือ การฝึกตนและการข่มใจ อรรถาจารย์ท่านก็อธิบายว่า การฝึกอบรมตนเองคือการฝึกจิตให้เป็นคนดี การรู้จักข่มจิตข่มใจ ให้รู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูกผิด ท่านเปรียบเหมือนคนขับรถ ที่ต้องมีเดินหน้า ถอยหลัง ชะลอ เลี้ยว หลบ หลีก ตามแต่กรณีเพื่อให้ถึงเป้าหมายโดยปลอดภัย คนเราเมื่อทมะ มีการข่มใจ ฝึกใจ ย่อมทำให้ทำอะไรๆก็สำเร็จได้ ไม่มีอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
3. ขันติ คือ ความอดกลั้น อดทน ท่านอรรถาจารย์ธิบายว่า เป็นการคุณธรรมที่มีความสำคัญมาก ใช้ควบคุมพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของทั้งคนและสัตว์ ท่านว่า เป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญระดับอุดมการณ์ เป็นบารมีธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งประกอบไปด้วยหลักใหญ่ๆคือ อดทนอดกลั้นต่อความผันแปรของธรรมชาติ เช่น ร้อน หนาว ฝน ภัยพิบัติ เป็นต้น อดทนอดกลั้นต่อความเหนื่อยยากลำบากในการดำรงชีวิต อดทนอดกลั้นในทุกข์เวทนยา เช่น ความเจ็บป่วยทั้งหลาย อดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ เช่น ความรัก ความชัง ความเกลียด ต้องควบคุมให้อยู่ในความพอดีไม่อันตราย เป็นต้น
4. จาคะ คือ การเสียสละ การแบ่งปัน ท่านว่า การครองเรือนนั้น คนจะต้องเกี่ยวข้องและรับผิดชอบกันและกัน ต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกันและกัน ทุกระดับ ทั้งครอบครัว สังคม ประเทศชาติ จึงต้องแบ่งปันกัน เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ฆราวาสธรรม ทั้ง 4 ประการนั้น เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว จะเห็นว่า ใช้ประโยชน์ได้กับสังคมทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หน่วยงานใหญ่และย่อยในสังคม จนถึงระดับประเทศชาติ หากทุกคนปฏิบัติตามฆราวาสธรรมดังกล่าว ก็ย่อมจะทำให้มีความสุขกันได้
แหม! ก็แน่ล่ะ ใครหลายคนอาจจะส่งเสียง ถ้าทำได้ อะไรๆก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าทำได้ แต่ดูๆแล้วมันเป็นอุดมคติเหลือเกินนิ
ใครจะรักษาสัจจะหรือความซื่อสัตย์ได้ตลอดรอดฝั่ง เอ้า! อย่างเช่น ในองค์กรธุรกิจ ผู้นำออกมาประกาศว่า บริษัทฯขาดทุนบักโกรก จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทำได้ที่สุดก็คือการปลดพนักงาน ดังนั้น พนักงานบางต้องเสียสละ (จาคะ) กันหน่อย แต่แท้ที่จริงแล้ว บริษัทฯไม่ได้บักโกรกหรอก แค่กำไรลดลงบ้างเท่านั้นแหละ แต่โกหกหาเรื่องปลดคนเท่านั้นเอง
แบบนี้ ก็หมายความว่า ผู้บริหารไม่มีความซื่อสัตย์แล้ว และส่วนใหญ่ก็ทำในลักษณะนี้บ่อยๆ ทำให้ขาด ทมะ คือ ความข่มใจ ซึ่งท่านๆทั้งหลายส่วนมากก็มักไม่ข่มใจ มีแต่จะเอาผลประโยชน์ กำไรและกำไร ทำให้ขาด ขันติ คือความอดทนอดกลั้น พอคนวิพากษ์วิจารณ์หน่อยก็โต้แหลก ด่ากลับ ดันทุรัง เอาสีข้างเข้าถูเพื่อหาความชอบธรรมแก่ตัวเอง ทำให้ขาด จาคะ คือเสียสละ มีแต่จะเอาประโยชน์ของตน ไม่สนประโยชน์ของคนอื่น เป็นผู้ใหญ่ มีทรัพย์มาก แต่ไม่อยากสละแม้สัดน้อยเพื่อผู้ด้อยกว่าหรือเพื่อส่วนรวม ดังนี้ ย่อมทำให้สังคมปั่นป่วน คนทั้งหลายไม่เป็นสุข
และในทางกลับกัน ถ้าผู้น้อยขาดฆราวาสธรรม แม้ผู้ใหญ่จะดีแค่ไหน องค์กร สังคมก็ปั่นป่วนได้เช่นกัน
แต่องค์ประกอบที่สำคัญก็คือผู้นำ ผู้เป็นใหญ่ จะต้องปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั้งหลาย องค์กรที่ผู้นำปฏิบัติตนโดยถูกต้อง ประเทศใดที่ผู้นำรักษาความชอบธรรมเป็นที่ตั้ง องค์กรนั้น ประเทศนั้น ก็ย่อมจะมีความสงบมากกว่าความวุ่นวาย
เมื่อผู้นำมีความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง มีความข่มใจ ไม่ด่าใครง่ายๆ มีความอดกลั้น ไม่โมโหฉุนเฉียวบ่อยๆ มีจาคะ เสียสละเป็นตัวอย่างเสมอๆ มีหรือผู้น้อยจะไม่นับถือและทำตาม
ผู้นำสมัยโบราณทั้งผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรธุรกิจ มีแต่ผู้คนจงรักภักดีเป็นอันมาก เพราะท่านประกอบฆราวาสธรรมนี้พร้อมกับธรรมอื่นๆ ผิดกันอยู่มากกับสมัยใหม่ที่เป็นสมัยของ ฯพณฯ และ ท่าน และ ซีอีโอ ซีอีเอฟ และสารพัดซีทั้งหลาย ที่เรียกหาความจงรักถักดีจากคนได้น้อยมาก เพราะขาดฆราวาสธรรมนี้นั่นเอง
น่าที่ท่านๆหลายจะได้น้อมนำธรรมดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินชีวิต ย่อมจะเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก แม้มีเพียงข้อซื่อสัตย์ข้อเดียว เสียงด่าเสียงว่าอาจจะลดน้อยลง ประโยชน์ก็จะได้ทั้งตัวท่านและผู้อื่นเป็นทวีคูณ.
——————————–
บทความโดย โกศล อนุสิม ตีพิมพ์ครั้งแรกคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



เชิญแสดงความคิดเห็น