<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม บิสทอล์ค</title>
	<atom:link href="http://kosolanusimbiztalk.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusimbiztalk.com</link>
	<description>: คุยเฟื่องเรื่องข่าวสารธุรกิจ ชีวิต ความคิด และโลกออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Mar 2010 08:55:50 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>คนไทยควรศึกษาคำพิพากษายึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาทของทักษิณ ชินวัตร</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/thai-people-should-read-supreme-court-judgement-of-thaksin-case</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/thai-people-should-read-supreme-court-judgement-of-thaksin-case#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 08:55:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[คำตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์ 4600 ล้านของทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=559</guid>
		<description><![CDATA[
หากใครได้ฟังการอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 46,000 ล้านบาทเศษ ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ทางโทรทัศน์ก็ดี หรืออ่านจากสื่อหนังสือพิมพ์ก็ดี  สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ การอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อศึกษาข้อมูลรายละเอียดที่ศาลได้ยกมาประกอบคำวินิจฉัยและคำพิพากษา  โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจที่มีรัฐเป็นคู่สัญญา หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกอบธุรกิจทั่วไปก็ตาม เพราะคำพิพากษานี้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความถูกต้อง  ด้วยศาลท่านได้ชี้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดไว้อย่างชัดเจน

แม้จะมีผู้กล่าวหาโดยเฉพาะจากหมู่ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์ว่า กระบวนการเอาผิดนี้ไม่สง่างามเพราะเกิดจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่า แม้เริ่มจากคณะรัฐประหาร  แต่ศาลท่านพิจารณาวินิจฉัยภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราออกมาก่อนการรัฐประหาร โดยออกภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มี เช่น กฎหมาย ป.ป.ช. เป็นต้น และที่สำคัญก็คือ มีการกระทำผิดจริงหรือไม่  หากไม่มีการกระทำผิดจริง จะใช้กฎหมายใดเอาผิดอย่างชัดแจ้งก็คงยาก
ดังนั้น การศึกษาคำพิพากษานี้ ควรศึกษา “ความจริงที่เกิดขึ้น” นั่นคือ “การกระทำความผิด” ของผู้ถูกกล่าวหา  เมื่อกระทำความผิดแล้ว ความผิดก็ย่อมปรากฏเป็นจริงอยู่ ไม่ว่าจะดำเนินการเอาผิดโดยเริ่มต้นจากคณะบุคคลใดก็ย่อมเป็นการสมควร  และคณะบุคคลดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการพิจารณาตัดสินเอง แต่ใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งศาลสถิตยุติธรรมก็ตัดสินไปตามกฎหมายที่มีอยู่ หาใช่มีการตรากฎหมายเพื่อเอาผิดในกรณีนี้โดยเฉพาะแต่อย่างใด
การศึกษาคำพิพากษากรณียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 จะเป็นบรรทัดฐานในการเอาผิดต่อกรณีที่เป็นความผิดในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นมาแล้วและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">หากใครได้ฟังการอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 46,000 ล้านบาทเศษ ของอดีตนายกรัฐมนตรี <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ทางโทรทัศน์ก็ดี หรืออ่านจากสื่อหนังสือพิมพ์ก็ดี  สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ การอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อศึกษาข้อมูลรายละเอียดที่ศาลได้ยกมาประกอบคำวินิจฉัยและคำพิพากษา  โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจที่มีรัฐเป็นคู่สัญญา หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกอบธุรกิจทั่วไปก็ตาม เพราะคำพิพากษานี้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความถูกต้อง  ด้วยศาลท่านได้ชี้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดไว้อย่างชัดเจน<br />
<span id="more-559"></span><br />
แม้จะมีผู้กล่าวหาโดยเฉพาะจากหมู่ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์ว่า กระบวนการเอาผิดนี้ไม่สง่างามเพราะเกิดจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่า แม้เริ่มจากคณะรัฐประหาร  แต่ศาลท่านพิจารณาวินิจฉัยภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราออกมาก่อนการรัฐประหาร โดยออกภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มี เช่น กฎหมาย ป.ป.ช. เป็นต้น และที่สำคัญก็คือ มีการกระทำผิดจริงหรือไม่  หากไม่มีการกระทำผิดจริง จะใช้กฎหมายใดเอาผิดอย่างชัดแจ้งก็คงยาก</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น การศึกษาคำพิพากษานี้ ควรศึกษา <strong>“ความจริงที่เกิดขึ้น” </strong>นั่นคือ <strong>“การกระทำความผิด” </strong>ของผู้ถูกกล่าวหา  เมื่อกระทำความผิดแล้ว ความผิดก็ย่อมปรากฏเป็นจริงอยู่ ไม่ว่าจะดำเนินการเอาผิดโดยเริ่มต้นจากคณะบุคคลใดก็ย่อมเป็นการสมควร  และคณะบุคคลดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการพิจารณาตัดสินเอง แต่ใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งศาลสถิตยุติธรรมก็ตัดสินไปตามกฎหมายที่มีอยู่ หาใช่มีการตรากฎหมายเพื่อเอาผิดในกรณีนี้โดยเฉพาะแต่อย่างใด</p>
<p style="text-align: justify;">การศึกษาคำพิพากษากรณียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 จะเป็นบรรทัดฐานในการเอาผิดต่อกรณีที่เป็นความผิดในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นมาแล้วและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  จะว่าไปแล้ว คนไทยทุกคนควรจะศึกษาทำความเข้าใจเอาไว้  เพื่อจะได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ตรวจสอบบรรดานักการเมืองทั้งหลายว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดหรือไม่  ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติซึ่งก็คือผลประโยชน์พวกเรานั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">สนใจอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มทางอินเตอร์เน็ต คลิกไปที่ลิงด้านล่าง ซึ่งมีรายละเอียดลิงก์คำพิพากษาฉบับเต็มให้คลิกไปอ่าน</p>
<p>&gt;&gt; <strong><a rel="bookmark" href="http://kosolanusim.net/supreme-court-judgement-of-thaksin-case">คำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ 4,6000 ล้านบาท ฉบับเต็ม</a></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=559&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_559" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ยังไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/thai-people-should-read-supreme-court-judgement-of-thaksin-case/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนกรรมในธุรกิจกรณียึดทรัพย์</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/kamma-thaksin</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/kamma-thaksin#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 01:39:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมดีกรรมชั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[นักการเมืองคอรัปชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์นัการเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=557</guid>
		<description><![CDATA[ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยได้แจกแจงรายละเอียดการกระทำผิดไว้อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการใช้อำนาจหน้าที่ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตน ดังที่ได้ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้น
การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย 2 คนอันได้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลถนอม กิตติขจร (รวมทั้งจอมพลประภาส จารุเสถียรและพันเอกณรงค์ กิตติขจร) ก็ถูกยึดทรัพย์เข้าเป็นของแผ่นดินด้วย ในต่างประเทศก็มีเป็นอันมาก ตัวอย่างได้แก่  นายเฟอร์ดินาน  มากอร์ส  แห่งฟิลิปปินส์  พลเอกซูฮาโต แห่งอินโดนีเซีย  รวมทั้งนายอัลแบร์โต ฟูจิโมริ แห่งประเทศเปรู และ นายเฉินสุ่ยเปียน แห่งไต้หวัน ซึ่งถูกตัดสินให้ติดตะรางเพราะกระทำการคอรัปชั่นในยามที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ  เมื่อหมดอำนาจวาสนาแล้วกรรมก็ตามสนอง  นับว่าเป็นไปตามกฎของกรรมโดยแท้ นั่นคือ ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับกรรมนั้น

เรื่องกรรมจึงไม่ใช่ของเล่น  ทั้งกรรมดีกรรมชั่วย่อมติดตามตัวผู้กระทำ  พระพุทธองค์ตรัสว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เป็นทายาทของกรรม  เกิดจากกรรม  ใครทำกรรมอะไรไว้ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังผู้คน ก็ไม่อาจหลีกหนีได้ จะหนีไปอยู่กลางทะเล ในถ้ำ  ในอากาศ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์สินของ <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร </strong>อดีตนายกรัฐมนตรีให้ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยได้แจกแจงรายละเอียดการกระทำผิดไว้อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการใช้อำนาจหน้าที่ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตน ดังที่ได้ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้น</p>
<p>การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย 2 คนอันได้ <strong>จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์</strong> และ <strong>จอมพลถนอม กิตติขจร (รวมทั้งจอมพลประภาส จารุเสถียรและพันเอกณรงค์ กิตติขจร) </strong>ก็ถูกยึดทรัพย์เข้าเป็นของแผ่นดินด้วย ในต่างประเทศก็มีเป็นอันมาก ตัวอย่างได้แก่  นายเฟอร์ดินาน  มากอร์ส  แห่งฟิลิปปินส์  พลเอกซูฮาโต แห่งอินโดนีเซีย  รวมทั้งนายอัลแบร์โต ฟูจิโมริ แห่งประเทศเปรู และ นายเฉินสุ่ยเปียน แห่งไต้หวัน ซึ่งถูกตัดสินให้ติดตะรางเพราะกระทำการคอรัปชั่นในยามที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ  เมื่อหมดอำนาจวาสนาแล้วกรรมก็ตามสนอง  นับว่าเป็นไปตามกฎของกรรมโดยแท้ นั่นคือ ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับกรรมนั้น</p>
<p><span id="more-557"></span></p>
<p>เรื่องกรรมจึงไม่ใช่ของเล่น  ทั้งกรรมดีกรรมชั่วย่อมติดตามตัวผู้กระทำ  พระพุทธองค์ตรัสว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เป็นทายาทของกรรม  เกิดจากกรรม  ใครทำกรรมอะไรไว้ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังผู้คน ก็ไม่อาจหลีกหนีได้ จะหนีไปอยู่กลางทะเล ในถ้ำ  ในอากาศ กรรมก็ตามติดไปสนองได้เสมอ</p>
<p>พระพุทธองค์ทรงเทศนาโอวาทปาติโมกข์ ในวันเพ็ญเดือนสาม คือวันมาฆะบูชา เป็นแนวทางให้พุทธบริษัทยึดเป็นหลักในการปฏิบัติเพื่อถึงความดีอันบริสุทธิ์ตอนหนึ่งว่า <strong>ให้ทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสยึดมั่นในความดี</strong> นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ซึ่งคำสอนนี้นับเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา</p>
<p>เห็นได้ว่า การที่จะทำให้ถึงความบริสุทธิ์ได้นั้น นอกจากทำความดีแล้ว ยังต้องละเว้นความชั่วด้วย ทั้งยังทำจิตใจให้ผ่องใสยึดมั่นในความดี จะได้ไม่เลี้ยวไปทำความชั่ว อันเป็นเหตุให้เกิดกรรมชั่วติดตัวไป  ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความวิบัติฉิบหายแก่ตน</p>
<p>หลักทั้งสามประการนี้ คนส่วนหนึ่งอาจถือว่าเป็นของหนัก คือเป็นเรื่องที่ยากจะปฏิบัติได้  ทั้งยังไม่เกรงกลัวที่จะละเว้นการปฏิบัติ นั่นคือ  ไม่ทำทั้งความดี ประกอบทั้งความชั่ว  จิตใจไม่ต้องพูดถึง เพราะแบบนี้ย่อมมีแต่ความมัวหมองเต็มไปด้วยความโลภอย่างแน่นอน  แม้จะทำความดีอยู่แต่ความไม่ดีก็มีอย่างหนัก  เมื่อกรรมชั่วยังไม่ตอบสนองก็มีความย่ามใจ ประกอบกรรมไม่ดียิ่งขึ้นด้วยหลงไปว่าไม่มีใครรู้  หรือมีใครรู้ก็จัดการให้ปิดปากเงียบด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีการที่ผิดศีลธรรมและกฎหมาย  อันเป็นการเพิ่มกรรมไม่ดีให้ตัวเองยิ่งขึ้น</p>
<p>ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้  กรรมติดตัวผู้กระทำไปตลอด ไม่อาจหนีได้พ้น นอกเสียจากจะปฏิบัติตนจนเป็นพระอริยเจ้าผู้บริสุทธิ์ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป  กรรมชั่วที่เคยทำไว้เมื่อยังเป็นปุถุชนธรรมดาก็ไม่สามารถจะให้ผลได้ จะมีก็เป็นเศษกรรมอันเล็กน้อย  ส่วนกรรมชั่วใหม่ ๆ นั้น เมื่อเป็นพระอริยเจ้าแล้วกรรมชั่วย่อมไม่ทำ</p>
<p>แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ เมื่อทำกรรมชั่วใด ๆก็ย่อมติดตามไปไม่มีหยุด  เมื่อถึงคราวก็ให้ผล  มากบ้างน้อยบ้างตามความหนักเบาของกรรม บางกรรมก็ให้ผลในชาตินี้ บางกรรมก็ให้ผลในชาติหน้า บางกรรมก็ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป  ดังจะเห็นได้ว่า มีบางคนไม่เคยทำความชั่ว แต่ได้รับความเดือดร้อน ย่อมเนื่องมาจากการกระทำที่ไม่ดีในชาติก่อน ๆ  แต่บางคนทำไม่ดีก็สุขสบาย ย่อมหมายความว่าเคยทำดีในชาติก่อน ๆ  แต่ชาติหน้าอาจหาความสบายไม่ได้เพราะไม่ได้ทำความดีในชาตินี้เป็นต้น</p>
<p>บางคนกระทำแต่การฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ทุจริตต่อหน้าที่  ทำผิดกฎหมาย แต่ก็ร่ำรวยอยู่บนกองเงินกองทองที่หามาได้โดยไม่สุจริตนั้น  ย่อมเกิดจากกรรมดีแต่ปางก่อนให้ผล กรรมชั่วในปัจจุบันยังไม่ให้ผล  แต่เมื่อกรรมดีหมดลงเมื่อใด ถึงจะรวยล้นฟ้า ก็หาความสุขไม่ได้  ถึงจะมีอำนาจมากมายแต่ใช้อำนาจช่วยให้ตัวเองรอดพ้นความผิดไม่ได้ ซ้ำอำนาจนั้นก็ต้องสูญเสียไป  นี่ย่อมเป็นเพราะกรรมโดยแท้</p>
<p>กรณียึดทรัพย์ของนักการเมือง รวมถึงการเอาผิดนักธุรกิจระดับประเทศและระดับโลกที่มีให้เห็นอยู่เนือง ๆ นั้น ย่อมเป็นการยืนยันได้ว่า กรรมนั้นมีจริง จะช้าจะเร็วก็ต้องได้รับผลกรรมนั้น ทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี  ถ้าใครไม่กลัววิบัติก็ทำกรรมชั่วต่อไป  แต่ถ้าใครกลัวก็ต้องเลิกทำเป็นดีที่สุด</p>
<p>หลังจากคำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนี้  เชื่อแน่ว่ากรรมไม่ดีจะให้ผลต่อไปในหมู่ผู้ที่ร่วมกันกระทำผิด ซึ่งศาลท่านได้ชี้ช่องทางเอาไว้เป็นอันมากแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้รักษากฎหมายจะดำเนินการต่อไป  คนที่กระทำผิดนอกจากอาจจะต้องถูกลงโทษในชาตินี้แล้ว หากตอนตายจิตเศร้าหมองเกาะความดีไม่ได้ก็ลงสู่อบายภูมิอันได้แก่นรกเป็นต้น  ไปรับโทษในนรกอีกนานแสนนาน  พ้นโทษจากนรกแล้วหากมีโอกาสเกิดเป็นคนก็ต้องรับเศษกรรมไปอีกไม่รู้กี่ภพชาติจึงจะหมด สรุปแล้วโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง</p>
<p><strong>แม้กรรมชั่วจะน่ากลัวปานนี้ แต่คนไม่เชื่อเรื่องกรรมและชอบทำชั่ว ก็คงทำชั่วต่อไป.</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;.<br />
บทความโดย <strong>โกศล อนุสิม </strong>ตีพิมพ์ในคอลัมน์ <em>เรียนธรรมในธุรกิจ</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=557&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_557" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/no-intend-to-do-wrong" title="“บกพร่องโดยสุจริต” มีได้จริงหรือ? (19 August, 2009)">“บกพร่องโดยสุจริต” มีได้จริงหรือ?</a> (2)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing" title="อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย (7 February, 2010)">อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/learning-organization" title="องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้ (31 July, 2009)">องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/principles-of-training-by-buddha" title="หลักการสอนของพระพุทธเจ้า (25 November, 2009)">หลักการสอนของพระพุทธเจ้า</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/cause-of-economy-crisis" title="สาเหตุแท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจ (22 November, 2009)">สาเหตุแท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/kamma-thaksin/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตระกูลมั่งคั่งเสื่อมเพราะผู้นำทุศีล</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/the-immoral-leaders-devastates-their-family</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/the-immoral-leaders-devastates-their-family#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 23:15:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำทุศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำไม่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุที่ทำให้ตระกูลเสื่อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=554</guid>
		<description><![CDATA[ความมั่งคั่งของตระกูลทั้งหลาย ซึ่งย่อมจะหมายรวมเอาองค์กรต่าง ๆ ประเทศต่าง ๆ เข้าไว้ด้วย  จะประสบกับความมั่งคั่งยั่งยืนต่อไป หรือเสื่อมสลายลง ย่อมมีปัจจัยอยู่ที่ผู้นำเป็นสำคัญ เพราะผู้นำมีอำนาจในการรับผิดชอบดูแล บริหารกิจการงานของตระกูล ขององค์กร ของประเทศ  หากผู้นำดีย่อมจะมีโอกาสนำไปสู่สิ่งดี ๆ หากผู้นำไม่ดี ย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความวิบัติได้ไม่มาก็น้อย

ดังปรากฏให้เห็นตัวอย่าง ทั้งในระดับตระกูล ระดับองค์กร ระดับประเทศ ที่เจริญรุ่งเรืองและล่มจมเพราะผู้นำเป็นสำคัญ  ในหนังสือ “อธิบายหลักธรรมตามหมวดนวโกวาท” โดย พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ) วัดบวรวิหาร กรุงเทพฯ ได้กล่าวถึง “เหตุที่ตระกูลมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้ไม่นาน” ว่าประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยคือ

1.ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว โดยท่านได้อธิบายว่า  ตระกูลมั่งคั่วส่วนมากแล้วต้นตระกูลจะฝ่าฟันอุปสรรคสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย จึงไม่ประมาท พอถึงรุ่นลูกหลานที่เสวยสุขจากทรัพย์สมบัติของพ่อแม่หรือต้นตระกูลสร้างไว้ ไม่เอาใจใส่ดูแลทรัพย์สินสิ่งของ มีแต่ใช้จ่าย จึงทำให้ความมั่งคั่งลดลงได้
2.ไม่บูรณะซ่อมแซมพัสดุที่เก่า ข้อนี้ก็ย่อมชัดเจนอยู่ เมื่อของที่เสียหายพอจะซ่อมได้แต่ไม่ซ่อม โดยทิ้งไปแล้วซื้อหาของใหม่แทน ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองโดยไม่สมเหตุสมผล เมื่อบ่อยเข้า มากขึ้น ย่อมทำให้ความมั่งคั่งเสื่อมลงได้
3.ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคทรัพย์สมบัติ  เมื่อไม่รู้จักประมาณ (หรือปัจจุบันอาจเรียกว่าพอเพียง) ก้จะทำให้ทรัพย์สมบัติสิ้นเปลืองเดินเหตุหรือโดยใช่เหตุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความมั่งคั่งของตระกูลทั้งหลาย ซึ่งย่อมจะหมายรวมเอาองค์กรต่าง ๆ ประเทศต่าง ๆ เข้าไว้ด้วย  จะประสบกับความมั่งคั่งยั่งยืนต่อไป หรือเสื่อมสลายลง ย่อมมีปัจจัยอยู่ที่ผู้นำเป็นสำคัญ เพราะผู้นำมีอำนาจในการรับผิดชอบดูแล บริหารกิจการงานของตระกูล ขององค์กร ของประเทศ  หากผู้นำดีย่อมจะมีโอกาสนำไปสู่สิ่งดี ๆ หากผู้นำไม่ดี ย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความวิบัติได้ไม่มาก็น้อย<br />
<span id="more-554"></span><br />
ดังปรากฏให้เห็นตัวอย่าง ทั้งในระดับตระกูล ระดับองค์กร ระดับประเทศ ที่เจริญรุ่งเรืองและล่มจมเพราะผู้นำเป็นสำคัญ  ในหนังสือ “อธิบายหลักธรรมตามหมวดนวโกวาท” โดย พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ) วัดบวรวิหาร กรุงเทพฯ ได้กล่าวถึง “เหตุที่ตระกูลมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้ไม่นาน” ว่าประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยคือ<br />
<strong><br />
1.ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว</strong> โดยท่านได้อธิบายว่า  ตระกูลมั่งคั่วส่วนมากแล้วต้นตระกูลจะฝ่าฟันอุปสรรคสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย จึงไม่ประมาท พอถึงรุ่นลูกหลานที่เสวยสุขจากทรัพย์สมบัติของพ่อแม่หรือต้นตระกูลสร้างไว้ ไม่เอาใจใส่ดูแลทรัพย์สินสิ่งของ มีแต่ใช้จ่าย จึงทำให้ความมั่งคั่งลดลงได้</p>
<p><strong>2.ไม่บูรณะซ่อมแซมพัสดุที่เก่า</strong> ข้อนี้ก็ย่อมชัดเจนอยู่ เมื่อของที่เสียหายพอจะซ่อมได้แต่ไม่ซ่อม โดยทิ้งไปแล้วซื้อหาของใหม่แทน ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองโดยไม่สมเหตุสมผล เมื่อบ่อยเข้า มากขึ้น ย่อมทำให้ความมั่งคั่งเสื่อมลงได้</p>
<p><strong>3.ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคทรัพย์สมบัติ </strong> เมื่อไม่รู้จักประมาณ (หรือปัจจุบันอาจเรียกว่าพอเพียง) ก้จะทำให้ทรัพย์สมบัติสิ้นเปลืองเดินเหตุหรือโดยใช่เหตุ เมื่อมากขึ้นและบ่อยขึ้นก็ย่อมทำให้หมดลงได้</p>
<p><strong>4.ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน</strong> หรือในระดับองค์กรก็เป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการ ซีอีโอ ซีเอฟโอ เป็นต้น ในระดับประเทศก็เป็น พระราชา ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี เสนาบดี รัฐมนตรี เป็นต้น  เมื่อคนเหล่านี้ซึ่งเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า ไม่มีศีลและไร้ธรรม ก็ย่อมจะนำไปสู่การทำลายครอบครัวของตน องค์กรของตน ประเทศของตน  ความมั่งคั่งที่มีอยู่ของตระกุล ขององค์กร ของประเทศ ก็มีโอกาสที่จะตั้งอยู่ไม่ได้  กลายเป็นวิบัติสูญหายในที่สุด</p>
<p>เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่าปัจจัยในข้อ 4 นั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อมีผู้นำที่ทุศีลแล้วย่อมนำไปสู่การกระทำใน 3 ข้อต้นได้ทั้งหมด  กลายเป็นว่า ครบความเสื่อมทั้ง 4  ปัจจัย  ซึ่งในข้อนี้มีตัวอย่างมากมายให้พิจารณา</p>
<p>ในระดับครอบครัว  มีเป็นอันมากที่ผู้นำครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย พ่อเรือนหรือแม่เรือน  ที่เป็นคนทุศีล คือไร้ศีลธรรม คดโกง ไม่ซื่อสัตย์  กระทำการก่อให้เกิดความเสียหายมาถึงตระกูลของตน  บางรายมีอำนาจวาสนาได้อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ก็ใช้อำนาจนั้นแสวงหาประโยชน์แก่ตน  เมื่อกรรมาชั่วให้ผลก็พลอยให้ตระกูลสูญสิ้นไปด้วย  หรือผู้นำองค์กรที่ไม่ซื่อสัตย์ กระทำผิดกฎหมาย ก็นำพาองค์กรไปสู่ความหายนะมาแล้วไม่น้อย  ส่วนในระดับประเทศ เมื่อมีผู้นำทุศีล ก็ทำให้ประเทศล่มจมมานักต่อนัก ทั้งในสมัยโบราณและสมัยปัจจุบัน</p>
<p>ผู้นำไม่ว่าระดับใดจึงมีความสำคัญทั้งสิ้น และไม่ว่าจะมาเป็นผู้นำโดยวิธีใด จะโดยประเพณีหรือโดยการยึดครองตั้งตน หรือมาจากระบบเลือกตั้งก็ดี แต่งตั้งก็ดี   หากปรารถนาจะให้ตระกูลของตน องค์กรของตน ประเทศของตน มีความมั่นคง ยั่งยืน มีทรัพย์อันมั่งคั่งก็ให้มีต่อไป  ผู้นำย่อมจะต้องมีศีลธรรมประจำใจ ทำงานโดยยึดหลักศีลธรรม เคารพกฎ กติกา อย่างเคร่งครัด รักษาผลประโยชน์ของตระกูล องค์กร และประเทศอย่างแข็งขัน หากผู้นำทำได้ เหตุแห่งความสูญหายของความมั่งคั่งแห่งตระกูลก็ย่อมไม่เกิดขึ้น</p>
<p>แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ประเทศไทยของเรานี้เต็มไปด้วยผู้นำที่ทุศีล  มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงไปทั่วทุกหัวระแหง แต่ละปีได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แม้ผู้นำรัฐบาลในขณะนี้คือนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนว่าเป็นผู้ไม่ทุศีล เป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่สำหรับผู้นำอื่นอันได้แก่รัฐมนตรีอื่น ๆ รวมถึงบรรดาเหล่า สส.และ สว. ทั้งหลาย ประชาชนส่วนมากต่างเชื่อว่า หาความซื่อสัตย์ได้ยาก</p>
<p>หากไม่ต้องการให้ความมั่งคั่งแห่งตระกูลของเราคือประเทศไทยสูญเสียไป เราประชาชนก็ควรจะช่วยกันตรวจสอบการทำงานของพ่อบ้านแม่เรือนของเราทั้งหลาย นั่นคือผู้นำทางการเมือง หากพบเห้นความไม่ชอบมาพากลก็ช่วยกันส่งเสียงร้องให้สังคมรับรู้ อย่างน้อยแม่เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ก็ให้ปรากฏความผิดทางสังคม ผู้คนได้รับรู้พฤติกรรมอันชั่วช้านั้น จะได้ระมัดระวังต่อไป</p>
<p>หรือหากไม่สนใจก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของตระกูลประเทศไทย  เช่นเดียวกับอีกหลายตระกูลประเทศ ที่ได้ผู้นำทุศีลจนสิ้นชาติสิ้นสังคม.</p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong> พิมพ์ในคอลัมน์<em> <strong>เรียนธรรมในธุรกิจ</strong></em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=554&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_554" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/the-leader-buddhis-style-04" title="ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(4) ผู้นำองค์กรแบบพุทธ : เป็นผู้ฟัง ไม่ใช่สั่ง (15 July, 2009)">ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(4) ผู้นำองค์กรแบบพุทธ : เป็นผู้ฟัง ไม่ใช่สั่ง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/the-immoral-leaders-devastates-their-family/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ร้องเรียนเรื่องค่าสินไหมประกันภัยผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/ioc-insurance-policy-service</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/ioc-insurance-policy-service#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Feb 2010 15:10:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประกันชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[คปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาค่าสินไหมประกันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ร้องเรียนปัญหาประกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=550</guid>
		<description><![CDATA[คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เปิดบริการแก่ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทค่าสินไหมทดแทน ผ่านเว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ได้แล้ว

การร้องเรียนดังกล่าวรับเฉพาะเรื่องพิพาทเกี่ยวกับการค่าสินไหมทดแทน โดยให้ผู้ร้องเรียนลงทะเบียนก่อนซึ่งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็จะสามารถส่งเรื่องร้องเรียนได้ โดยมีแบบฟอร์มให้กรอกรายละเอียดพร้อมหลักฐานเอกสารที่จำเป็น เช่น สำเนากรมธรรม์ สำเนาบัตรประจำตัวผู้ร้องเรียน บันทึกประจำวันของตำรวจ (ถ้ามี) และอื่น ๆ
การให้บริการดังกล่าวนับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ถือกรมธรรม์ หากผู้ใดมีความประสงค์จะใช้บริการหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
http://www.oic.or.th/th/webboard/oicComplaint.php
Thai Share This

	เรื่องในหมวดเดียวกัน
	
	เพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต มีแต่ได้กับได้ (0)
	สัญญาเพิ่มเติม:ประโยชน์เพิ่ม  ประหยัดพร้อม (1) (0)
	ความจริงของประกันชีวิต (1): เพื่อคนที่ยังอยู่ ไม่ใช่คนที่ตาย (0)
	ความจริงของการประกันชีวิต(จบ):จ่ายแน่ๆแต่อาจช้าหน่อย (0)
	การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตต้องทำอย่างไร (3-จบ) (0)


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-551" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="คปภ" src="http://kosolanusimbiztalk.com/wp-content/uploads/2010/02/คปภ.jpg" alt="คปภ" width="271" height="274" />คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เปิดบริการแก่ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทค่าสินไหมทดแทน ผ่านเว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ได้แล้ว<br />
<span id="more-550"></span><br />
การร้องเรียนดังกล่าวรับเฉพาะเรื่องพิพาทเกี่ยวกับการค่าสินไหมทดแทน โดยให้ผู้ร้องเรียนลงทะเบียนก่อนซึ่งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็จะสามารถส่งเรื่องร้องเรียนได้ โดยมีแบบฟอร์มให้กรอกรายละเอียดพร้อมหลักฐานเอกสารที่จำเป็น เช่น สำเนากรมธรรม์ สำเนาบัตรประจำตัวผู้ร้องเรียน บันทึกประจำวันของตำรวจ (ถ้ามี) และอื่น ๆ</p>
<p>การให้บริการดังกล่าวนับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ถือกรมธรรม์ หากผู้ใดมีความประสงค์จะใช้บริการหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้<br />
<a href="http://www.oic.or.th/th/webboard/oicComplaint.php">http://www.oic.or.th/th/webboard/oicComplaint.php</a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=550&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_550" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/oic-insurance-tax" title="เพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต มีแต่ได้กับได้ (5 September, 2009)">เพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต มีแต่ได้กับได้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/insurance-policy-01" title="สัญญาเพิ่มเติม:ประโยชน์เพิ่ม  ประหยัดพร้อม (1) (22 May, 2008)">สัญญาเพิ่มเติม:ประโยชน์เพิ่ม  ประหยัดพร้อม (1)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/what-life-insurance-is-01" title="ความจริงของประกันชีวิต (1): เพื่อคนที่ยังอยู่ ไม่ใช่คนที่ตาย (19 July, 2009)">ความจริงของประกันชีวิต (1): เพื่อคนที่ยังอยู่ ไม่ใช่คนที่ตาย</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/life-insurance-info02" title="ความจริงของการประกันชีวิต(จบ):จ่ายแน่ๆแต่อาจช้าหน่อย (27 May, 2008)">ความจริงของการประกันชีวิต(จบ):จ่ายแน่ๆแต่อาจช้าหน่อย</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/life-insurance-tax-03" title="การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตต้องทำอย่างไร (3-จบ) (10 August, 2009)">การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตต้องทำอย่างไร (3-จบ)</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/ioc-insurance-policy-service/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 00:35:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะกับชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะกับธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=546</guid>
		<description><![CDATA[สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนว่า  ความดีนั้นอย่าหมิ่นว่าเล็กน้อยแล้วไม่ทำ  ส่วนความชั่วนั้นก็อย่ามองว่าเล็กน้อยแล้วไปลงมือทำ  เพราะไม่ว่าความดีหรือความชั่ว  แม้เล็กน้อยหากทำบ่อยๆก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ดังน้ำหยดลงภาชนะที่ละหยด เมื่อมากเข้าก็เต็มได้
นี่ย่อมเป็นสัจธรรม คือความจริงแท้  สิ่งทั้งหลายล้วนเริ่มจากเล็กๆพัฒนาไปเป็นสู่ความใหญ่โตตามภาวะของสิ่งนั้นๆ

การทำความดี ความถูกต้อง และบุญกุศลต่างๆ ทำทีละนิดๆสะสมไปเรื่อยๆไม่หยุด ทำอย่างสม่ำเสมอจนเคยชิน จิตก็ยึดมั่นในบุญกุศลนั้น  กองกุศลคือความดีก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น นำไปสู่การทำความดีที่ใหญ่ขึ้น เพราะจิตเคยชินกับการทำความดีแล้ว จึงทำได้อย่างคล่องตัว
การทำความชั่วก็เช่นกัน หากมองว่าเป็นความชั่วหรือความผิดเล็กๆน้อย แล้วลงมือทำ เมื่อทำบ่อยๆเข้า ความชั่ว ความผิดก็ย่อมพอกพูนขึ้น นำไปสู่การทำความชั่วและความผิดที่ใหญ่ขึ้นด้วย เพราะจิตเคยชินกับความชั่วความผิดนั้นแล้ว จึงทำได้โดยไม่ลังเลใจ
สังคมใด องค์กรใดที่ผู้คนในสังคม มีความเคยชินกับการทำความดี  ทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นสังคมที่คนส่วนมากเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ ประกอบสัมมาชีพเป็นปกติ สังคมนั้นย่อมเป็นสังคมที่น่าอยู่  เป็น “ปฏิรูปเทสถาน” คือถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม อันเป็นมงคลข้อที่ 4 ในมงคล 38 ประการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แก่เทวดาและมนุษย์
สังคมใด องค์กรใด ที่ผู้คนก็พากันกระทำความผิดหรือความชั่วอย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยขึ้นไป สังคมนั้นก็คงไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสมสำหรับคนปกติ  แต่เหมาะสมหรับผู้เป็นมิจฉาทิฐิที่ประกอบมิจฉาชีพเป็นอาจิณเท่านั้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า</strong> ทรงสอนว่า  ความดีนั้นอย่าหมิ่นว่าเล็กน้อยแล้วไม่ทำ  ส่วนความชั่วนั้นก็อย่ามองว่าเล็กน้อยแล้วไปลงมือทำ  เพราะไม่ว่าความดีหรือความชั่ว  แม้เล็กน้อยหากทำบ่อยๆก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ดังน้ำหยดลงภาชนะที่ละหยด เมื่อมากเข้าก็เต็มได้</p>
<p>นี่ย่อมเป็นสัจธรรม คือความจริงแท้  สิ่งทั้งหลายล้วนเริ่มจากเล็กๆพัฒนาไปเป็นสู่ความใหญ่โตตามภาวะของสิ่งนั้นๆ<br />
<span id="more-546"></span><br />
การทำความดี ความถูกต้อง และบุญกุศลต่างๆ ทำทีละนิดๆสะสมไปเรื่อยๆไม่หยุด ทำอย่างสม่ำเสมอจนเคยชิน จิตก็ยึดมั่นในบุญกุศลนั้น  กองกุศลคือความดีก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น นำไปสู่การทำความดีที่ใหญ่ขึ้น เพราะจิตเคยชินกับการทำความดีแล้ว จึงทำได้อย่างคล่องตัว</p>
<p>การทำความชั่วก็เช่นกัน หากมองว่าเป็นความชั่วหรือความผิดเล็กๆน้อย แล้วลงมือทำ เมื่อทำบ่อยๆเข้า ความชั่ว ความผิดก็ย่อมพอกพูนขึ้น นำไปสู่การทำความชั่วและความผิดที่ใหญ่ขึ้นด้วย เพราะจิตเคยชินกับความชั่วความผิดนั้นแล้ว จึงทำได้โดยไม่ลังเลใจ<br />
สังคมใด องค์กรใดที่ผู้คนในสังคม มีความเคยชินกับการทำความดี  ทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นสังคมที่คนส่วนมากเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ ประกอบสัมมาชีพเป็นปกติ สังคมนั้นย่อมเป็นสังคมที่น่าอยู่  เป็น “ปฏิรูปเทสถาน” คือถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม อันเป็นมงคลข้อที่ 4 ในมงคล 38 ประการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แก่เทวดาและมนุษย์<br />
สังคมใด องค์กรใด ที่ผู้คนก็พากันกระทำความผิดหรือความชั่วอย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยขึ้นไป สังคมนั้นก็คงไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสมสำหรับคนปกติ  แต่เหมาะสมหรับผู้เป็นมิจฉาทิฐิที่ประกอบมิจฉาชีพเป็นอาจิณเท่านั้น  คนปกติที่ไปเกิดในที่นั้น ก็ต้องนับว่ามีเคราะห์กรรมเป็นอันมาก</p>
<p>การวัดว่าสังคมใด องค์กรใด เป็นที่อยู่ผู้สัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิ ย่อมทดสอบทดลองได้จากสิ่งเล็กๆน้อยๆที่วัดกันได้โดยง่าย เช่น ผู้ที่เคยเดินทางไปทั่วโลกได้เล่าไว้ว่า  ในบางประเทศนั้น  ชาวสวนปลูกดอกไม้ไว้สองข้างทาง เพื่อขายให้แก่คนเดินทางที่ชมชอบความงดงามของดอกไม้ โดยวางกระป๋องสำหรับใส่สตางค์ค่าดอกไม้พร้อมกรรไกรตัดดอกไม้ไว้ที่ซุ้มริมทาง  เขียนข้อความให้ผู้ซื้อทราบว่าราคาดอกไม้เท่าใด อยากซื้อกี่ดอกก็ตัดเอาได้เลยแล้วหยอดเงินใส่กระป๋องตามราคาดอกไม้ที่ตัดไป  เรียกได้ว่าให้กรรไกรและกระป๋องเป็นผู้ขายดอกไม้ของอื่นๆเช่น ผลไม้ แป้ง เครื่องสมุนไพรที่ชาวบ้านผลิตเองก็ซื้อขายในลักษณะนี้  ผู้คนก็ทำตามกติกาที่แจ้งไว้กันทุกคน  ผู้เล่าเรื่องได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากทำเช่นนั้นในบางสังคม มีหวังได้ว่า กรรไกร ดอกไม้และกระป๋องใส่สตางค์ต้องหายไปด้วยกันอย่างแน่นอน<br />
สังคมที่มีเรื่องในลักษณะขายดอกไม้เช่นนี้เกิดขึ้นได้ ย่อมเชื่อได้ว่าเป็นสังคมที่น่าอยู่  สมาชิกในสังคมเป็นผู้ที่มีความดี มีความรับผิดชอบ  ไม่ลักขโมยของผู้อื่น ย่อมมีความรักความเมตตาต่อกัน  แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ก็ทำกันเป็นปกติ เรื่องใหญ่ๆก็ย่อมทำกันได้เป็นธรรมดา สังคมนี้ย่อมน่าอยู่ แต่ในทางตรงกันข้าม หากสังคมใดขโมยได้แม้กระทั่งกรรไกร ดอกไม้และกระป๋องใส่สตางค์ของคนอื่น ซึ่งเป็นของเล็กน้อย เรื่องใหญ่ๆก็ย่อมทำได้ง่ายดายเช่นกัน สังคมนั้นจะน่าอยู่หรือไม่ ทุกคนคงรู้คำตอบเองโดยไม่ต้องเฉลย</p>
<p>ในระยะ  20 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน  สังคมโลกต่างให้ความสำคัญเรื่อง “ทำความสะอาด” สังคมกันอย่างขนานใหญ่ นับตั้งแต่องค์กรโลกอย่างสหประชาชาติก็มีการปฏิรูปจัดระเบียบองค์กร เพื่อขจัดสิ่งไม่ดีและคนไม่ดีให้ออกไป  องค์กรของรัฐในประเทศต่างๆ และองค์กรเอกชนทุกระดับ ต่างคิดค้นหาแนวทาง กฎ กติกา ในการทำความสะอาดองค์กร ซึ่งทำได้มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพฐานะของแต่ละสังคมขององค์กร</p>
<p>บางสังคม เช่น รัฐบาลจีน ในสมัยของประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินและนายกรัฐมนตรีจูหรงจี การปฏิรูปประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจเสรี ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมจีนอย่างรวดเร็ว มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่เจ้าหน้าที่จีนมากขึ้น การลงโทษผู้กระทำผิดของทางการจึงเป็นไปด้วยความเฉียบขาด โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ซึ่งไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงเพียงใด หากกระทำผิดจริงก็มีสิทธิ์ถูกยิงเป้าโดยเท่าเทียมกับคนอื่น ดังนี้ จึงมีส่วนในการชะลอการทำความสกปรกให้แก่สังคมจีนของพวกมิจฉาทิฐิลงได้มาก ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นการทำความสะอาดสังคมแบบจีนหรือแบบจูหรงจีก็คงได้</p>
<p>ในปัจจุบันนี้ การทำความสะอาดสังคมของรัฐบาลประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีใหม่ๆ เช่น ลาวและเวียดนามก็เป็นไปอย่างแข็งขันควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเวียดนามนั้นนับเป็นตัวอย่างของการทำความสะอาดสังคมเพื่อกำจัดพวกมิจฉาทิฐิตามแบบที่จูหรงจีได้เคยทำมาในสังคมจีนแล้ว นั่นคือ การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างไม่เลือกหน้า ด้วยการสั่งจำคุกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นจำนวนมาก </p>
<p>แต่การทำความสะอาดสังคมดังกล่าวนั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นการแก้ไขที่ปลายเรื่อง  หากจำกัดตั้งแต่ต้นเรื่องด้วยการนำคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติ นั่นคือ ความผิดเล็กน้อยก็ไม่ทำ  ความดีเล็กน้อยก็ทำเสมอ เหมือนในสังคมที่ให้กรรไกรและกระป๋องขายดอกไม้ เช่นนี้ ย่อมจะไม่มีการยิงเป้าใครหรือจำคุกใคร<br />
ขอฝากไว้ให้ท่านทั้งหลายพิจารณา  คงเป็นประโยชน์ต่อองค์กรของท่านบ้าง. </p>
<p><strong>โกศล อนุสิม </strong>เขียนเมื่ิอ 24 ตุลาคม 2550 พิมพ์ในคอลัมน์ <em>เรียนธรรมในธุรกิจ</em> หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจ</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=546&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_546" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/learning-organization" title="องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้ (31 July, 2009)">องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/business-alliances" title="พันธมิตรธุรกิจ (3 August, 2009)">พันธมิตรธุรกิจ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/buddha-thought" title="พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1) (3 February, 2010)">พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/the-leader-bhuddhis-style-02" title="ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(2.) ผู้นำแบบพุทธ : ผู้เป็นแบบอย่าง มิใช่บงการ (15 July, 2009)">ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(2.) ผู้นำแบบพุทธ : ผู้เป็นแบบอย่าง มิใช่บงการ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/the-leader-bhuddhis-style-01" title="ผู้นำองค์กรแบบพุทธ (1) ข้อเท็จจริงทั่วไป : ผู้นำคือผู้บงการ (15 July, 2009)">ผู้นำองค์กรแบบพุทธ (1) ข้อเท็จจริงทั่วไป : ผู้นำคือผู้บงการ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คน 4 ประเภท</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/4-types-of-human-being</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/4-types-of-human-being#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Feb 2010 07:12:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[บริหารและจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริการและการจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[การวิเคราะห์คน]]></category>
		<category><![CDATA[คน 4 ประเภท]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะกับธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=544</guid>
		<description><![CDATA[สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวิเคราะห์แยะและวิเคราะห์บุคคลไว้หลายประเภท  ตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆ  เพื่อสอนคนทั้งหลายให้เข้าใจในธรรมชาติของคน  เพื่อให้เกิดปัญญาในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น  อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา  คำสอนของพระองค์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาและจำแนกแยกแยะผู้คนได้เป็นอย่างดี
พระองค์ทรงตรัสสอนเรื่องบุคคลไว้หลายประเภท  โดยอาศัยปัจจัยในการแยกแยะแตกต่างกัน  ที่ทรงตรัสไว้หลายเรื่องก็คือ “บุคคล 4 ประเภท”  
บุคคล 4 ประเภทที่จะขอยกมาพิจารณากันในวันนี้ได้แก่

ประเภทที่ 1 คนที่มืดมามืดไป  คนกลุ่มนี้คือพวกเกิดมาท่ามกลางไม่ดีไม่งาม เป็นผู้มีบาป  ไม่สามารถจะพัฒนาตนเองให้พ้นจากความไม่ดีไม่งามได้  คืออยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น  ไม่มีความเจริญในความดี  เมื่อตายไปก็ตายไปท่ามกลางสิ่งที่ตนเกิดมา  หาความเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เป็นประเภทต้นคดปลายคด
คนประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไป  เป็นคนที่ทำแต่เรื่องไม่ดีอยู่ซ้ำซาก  เหมือนไม่มีปัญญาที่จะเรียนรู้แก้ไขอะไร   ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้  สร้างความเสียหายอยู่เสมอ  
ประเภทที่ 2 คนที่มืดมาสว่างไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวิเคราะห์แยะและวิเคราะห์บุคคลไว้หลายประเภท  ตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆ  เพื่อสอนคนทั้งหลายให้เข้าใจในธรรมชาติของคน  เพื่อให้เกิดปัญญาในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น  อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา  คำสอนของพระองค์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาและจำแนกแยกแยะผู้คนได้เป็นอย่างดี</p>
<p>พระองค์ทรงตรัสสอนเรื่องบุคคลไว้หลายประเภท  โดยอาศัยปัจจัยในการแยกแยะแตกต่างกัน  ที่ทรงตรัสไว้หลายเรื่องก็คือ “บุคคล 4 ประเภท”  </p>
<p>บุคคล 4 ประเภทที่จะขอยกมาพิจารณากันในวันนี้ได้แก่<br />
<span id="more-544"></span><br />
<strong>ประเภทที่ 1 คนที่มืดมามืดไป</strong>  คนกลุ่มนี้คือพวกเกิดมาท่ามกลางไม่ดีไม่งาม เป็นผู้มีบาป  ไม่สามารถจะพัฒนาตนเองให้พ้นจากความไม่ดีไม่งามได้  คืออยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น  ไม่มีความเจริญในความดี  เมื่อตายไปก็ตายไปท่ามกลางสิ่งที่ตนเกิดมา  หาความเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เป็นประเภทต้นคดปลายคด</p>
<p>คนประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไป  เป็นคนที่ทำแต่เรื่องไม่ดีอยู่ซ้ำซาก  เหมือนไม่มีปัญญาที่จะเรียนรู้แก้ไขอะไร   ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้  สร้างความเสียหายอยู่เสมอ  </p>
<p><strong>ประเภทที่ 2 คนที่มืดมาสว่างไป</strong>  คนประเภทนี้เกิดมาท่ามกลางความไม่ดี ไม่งาม เหมือนคนพวกแรก แต่สามารถพัฒนาตนเองไปพ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี  นับเป็นผู้มีปัญญา มีสำนึกผิดชอบชั่วดี  เป็นประเภทต้นคดปลายตรง  </p>
<p>ในองค์กรต่างๆ เปรียบได้กับพวกที่มีที่มาไม่ถูกต้อง เช่น อาจใช้เส้นสาย หรือมาแบบผิดระเบียบแบบแผน แต่เมื่อมาแล้วได้สร้างสรรค์ผลงาน ทำประโยชน์แก่องค์กรอย่างใหญ่หลวง  ยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดๆต่างๆ  ทำงานเพื่อประโยชน์อย่างเต็มที่  ในที่สุดก็กลายเป็นวีรบุรุษขององค์กร เป็นที่จดจำของผู้คนเพราะความดีที่ทำไว้  </p>
<p><strong>ประเภทที่ 3 คนที่สว่างมามืดไป</strong>  คนประเภทนี้เกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่กลายเป็นคนผ่าเหล่า เป็นพวกต้นตรงปลายคด  ละทิ้งความดี ความงาม ความถูกต้อง หันไปคบหากับความชั่ว ความเลว ความผิด  ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น</p>
<p>คนประเภทนี้นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง  มักอาศัยที่มาอันถูกต้องของตนทำสิ่งที่ชั่วร้าย  เหมือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย  ที่ปากบอกว่ารักประชาธิปไตยแต่ใจเป็นเผด็จการ  ปากบอกว่ารักความถูกต้องแต่ใจใฝ่กระทำแต่ทางที่ผิด  ปกปิดการกระทำไม่ถูกต้องของตนด้วยฉันทามติแห่งประชาชน  แต่ความชั่วปกปิดไม่ได้ ความลับไม่มีในโลก  ในที่สุดก็ถูกเปิดโปงแล้วจบลงด้วยความย่อยยับของตน  หลายคนกลายเป็นนักโทษตายคาคุก หลายคนต้องเร่ร่อนหลบหนีความผิดไม่มีแผ่นดินอยู่  ตัวอย่างที่มีให้เห็นในสมัยพุทธกาลก็คือ พระเทวทัต </p>
<p><strong>ประเภทที่ 4 คนที่สว่างมาสว่างไป</strong>  คนประเภทนี้เป็นผู้มีบุญ เป็นคนสมบูรณ์แบบ  เกิดท่ามกลางความดี ความงาม ความถูกต้อง  แล้วดำเนินชีวิตไปด้วยหลักการนั้น สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น  เป็นประเภทต้นตรงปลายตรง  เป็นที่ปรารถนาของทุกสถานถิ่นที่</p>
<p>คนสี่ประเภทดังกล่าว มีชีวิตอยู่ในโลกนี้  ทุกคนที่เกิดมาไม่หนีไปจากประเภทหนึ่งประเภทใดใน 4 ประเภทนี้  ในองค์กรทั้งหลายย่อมมีคน 4 ประเภทนี้อยู่มากบ้างน้อยบ้าง  หากมีคนประเภท  1 และ 3 มากก็ย่อมจะบั่นทอนความเจริญมั่นคงขององค์กร หากมีคนประเภท 2 และ 4 มากก็ย่อมส่งผลดีต่อองค์นั้นๆ</p>
<p>ท่านผู้นำองค์กรทั้งหลายก็ลองตรวจตราคนของท่านโดยใช้คำสอนที่พระบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ดูนะครับ  ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้  หากท่านวิเคราะหิแยกแยะประเภทของคนได้ดีเพียงใด ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการงานบุคคลของท่าน  หากจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนคนเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์  ท่านก็จะสามารถรักษาคนดีไว้กับองค์กรของท่านได้</p>
<p>ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิเคราะห์แยกแยะตัวท่านเองว่าเป็นคนประเภทไหนใน 4 ประเภทนี้ด้วย  โดยไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง  หากท่านเป็นบุคคลประเภทที่ 2 และ 4 ก็น่าปลื้มใจแทนองค์กรและคนของท่าน แต่หากท่านเป็นคนประเภท 1 และ 3 ก็ขอแสดงความเสียใจ.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
ตีพิมพ์ในคอลัมน์<em> เรียนธรรมในธุรกิจ</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=544&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_544" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing" title="อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย (7 February, 2010)">อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/learning-organization" title="องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้ (31 July, 2009)">องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/business-alliances" title="พันธมิตรธุรกิจ (3 August, 2009)">พันธมิตรธุรกิจ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/buddha-thought" title="พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1) (3 February, 2010)">พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/the-leader-bhuddhis-style-02" title="ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(2.) ผู้นำแบบพุทธ : ผู้เป็นแบบอย่าง มิใช่บงการ (15 July, 2009)">ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(2.) ผู้นำแบบพุทธ : ผู้เป็นแบบอย่าง มิใช่บงการ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/4-types-of-human-being/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1)</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/buddha-thought</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/buddha-thought#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 13:32:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูคน]]></category>
		<category><![CDATA[การวิเคราะห์พฤติกรรมคน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาคน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะกับธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=540</guid>
		<description><![CDATA[ศาสตร์ในการศึกษาวิเคราะห์คนในปัจจุบันเชื่อมโยงกับหลายหลายสาขาวิชา ทั้งจากกรอบความคิดทฤษฎีด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษย์วิทยา โหราศาสตร์ การดูโหงวเฮ้ง ฯลฯ ซึ่งบรรดากูรู (GURU) ทางด้านการบริหารและจัดการทั้งหลายต่างนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่นิยมไปทั่วโลก  องค์กรธุรกิจก็ดี องค์กรภาครัฐก็ดี ในประเทศต่างๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ของบรรดากูรูทั้งหลายเหล่านั้น มากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร

พระพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นสัพพัญญูคือผู้รู้ทุกสิ่ง ได้ตรัสสอนความรู้เรื่องการวิเคราะห์คนไว้อย่างละเอียดแล้วเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ซึ่งปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่ม 36/2 พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลปัญญัติปกรณ์ ( อ้างอิงจาก พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน เผยแพร่ในรูปแบบแผ่นซีดี) โดยทรงแยกแยะบุคคลไว้เป็นประเภทต่างๆ ตั้งแต่ บุคคล 1 ประเภท ไปจนถึงบุคคล 10 ประเภท  เปรียบเทียบคนกับสิ่งต่างๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ดอกบัวสี่เหล่า ที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว เป็นต้น 
การแยกประเภทคนของพระพุทธเจ้านั้น ทรงแยกและอธิบายไว้อย่างละเอียด ผู้มีปัญญาไม่มากก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่ทรงอธิบายไว้ได้  หากมีการศึกษากันอย่างจริงจังและเผยแพร่อย่างกว้างขวางแล้ว คงเป็นประโยชน์ในการศึกษา วิเคราะห์ แยกแยะ เลือกสรรบุคคลได้ทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในช่วงของการคัดเลือกบุคคลเข้าไปรับผิดชอบการจัดการบ้านเมือง อย่างน้อยก็ 3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศาสตร์ในการศึกษาวิเคราะห์คนในปัจจุบันเชื่อมโยงกับหลายหลายสาขาวิชา ทั้งจากกรอบความคิดทฤษฎีด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษย์วิทยา โหราศาสตร์ การดูโหงวเฮ้ง ฯลฯ ซึ่งบรรดากูรู (GURU) ทางด้านการบริหารและจัดการทั้งหลายต่างนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่นิยมไปทั่วโลก  องค์กรธุรกิจก็ดี องค์กรภาครัฐก็ดี ในประเทศต่างๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ของบรรดากูรูทั้งหลายเหล่านั้น มากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร<br />
<span id="more-540"></span><br />
พระพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นสัพพัญญูคือผู้รู้ทุกสิ่ง ได้ตรัสสอนความรู้เรื่องการวิเคราะห์คนไว้อย่างละเอียดแล้วเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ซึ่งปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่ม 36/2 พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลปัญญัติปกรณ์ <em>( อ้างอิงจาก พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน เผยแพร่ในรูปแบบแผ่นซีดี)</em> โดยทรงแยกแยะบุคคลไว้เป็นประเภทต่างๆ ตั้งแต่ บุคคล 1 ประเภท ไปจนถึงบุคคล 10 ประเภท  เปรียบเทียบคนกับสิ่งต่างๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ดอกบัวสี่เหล่า ที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว เป็นต้น </p>
<p>การแยกประเภทคนของพระพุทธเจ้านั้น ทรงแยกและอธิบายไว้อย่างละเอียด ผู้มีปัญญาไม่มากก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่ทรงอธิบายไว้ได้  หากมีการศึกษากันอย่างจริงจังและเผยแพร่อย่างกว้างขวางแล้ว คงเป็นประโยชน์ในการศึกษา วิเคราะห์ แยกแยะ เลือกสรรบุคคลได้ทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในช่วงของการคัดเลือกบุคคลเข้าไปรับผิดชอบการจัดการบ้านเมือง อย่างน้อยก็ 3 หน่วยคือ ปปช. ที่จะเป็นคนปกป้องทรัพย์สินของชาติ  กกต. ที่จะเข้าไปเป็นผู้ควบคุมกติกาการเลือกตั้ง และ ส.ส. ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ  ทั้งสามหน่วยนี้ย่อมต้องการคนดีกันทั้งสิ้น</p>
<p>บุคคลประเภทต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้นั้น บุคคลประเภทที่ 4 เป็นต้นมาได้ทรงเปรียบเทียบให้เห็นถึงความหลากหลายของคนอันเป็นธรรมชาติของสังคม ในที่นี้ จึงขอเสนอคำสอนของพระองค์เกี่ยวกับบุคคล4 ประเภท เป็นต้นไปจนถึงบุคคล 10 ประเภท เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์คนของท่านผู้อ่านทั้งหลาย</p>
<p>บุคคล 4 ประเภทนั้น ทรงเปรียบเทียบไว้หลายแบบ ในครั้งนี้จะยกมาพิจารณาคือ บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ 4 ประเภท โดยทรงกล่าวว่า ต้นไม้มี 4 ประเภทคือ ไม้กระพี้แต่บริวารมีแก่น ไม้มีแก่นแต่บริวารมีกระพี้  ไม้กระพี้บริวารก็มีกระพี้  ไม้มีแก่นบริวารก็มีแก่น โดยทรงขยายความว่า</p>
<p><strong>1.บุคคลเหมือนไม้กระพี้แต่บริวารมีแก่น </strong> ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีธรรมอันลามก แต่บริวารของบุคคลนั้น เป็นคนมีศีล มีธรรมอันงาม พูดตามภาษาชาวบ้านก็ได้ว่า หัวหน้าเลวแต่มีลูกน้องดี</p>
<p><strong>2.บุคคลเหมือนไม้มีแก่นแต่บริวารมีกระพี้</strong> ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ส่วนบริวารของบุคคลนั้น เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก พูดภาษาธรรมดาว่า หัวหน้าดีแต่ลูกน้องเลว</p>
<p><strong>3.บุคคลเหมือนไม้กระพี้บริวารก็เป็นกระพี้</strong> ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก บริวารก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามกด้วย พูดง่ายๆว่าหัวไม่ดีลูกน้องก็เลว</p>
<p><strong>4.บุคคลเหมือนไม้มีแก่น บริวารก็มีแก่น</strong> ก็คือบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีศีล มีธรรมอันงาม ฝ่ายบริวารของบุคคลนั้นก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ซึ่งก็คือ ดีทั้งหัวหน้า ดีทั้งลูกน้องนั่นเอง</p>
<p>การวิเคราะห์คนโดยการเปรียบเทียบกับลักษณะต้นไม้นี้ ย่อมจะชัดเจนเป็นอันดีอยู่แล้ว ในการพิจารณาเลือกสรรคนในการทำงาน ไม่ว่าองค์กรระดับใด ก็ย่อมจะมีคนให้เลือก 1 ใน 4 ประเภทนี้  แน่นอนว่า คนแต่ละคนย่อมมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในสี่ประเภทนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะหนักไปในข้อใด ในการเลือกสรรบุคคลระดับสูง ไม่ว่าจะเลือกโดยใคร จะเป็นคณะกรรมการในกรณีเลือกตั้ง ปปช. กกต. เป็นต้น หรือจะเลือกโดยประชาชน ในกรณีเลือก สส. หรือ สว. เป็นต้น เมื่อใช้หลักการนี้ไปวิเคราะห์แยกแยะแล้ว ย่อมจะมองเห็นว่าใครเป็นแบบใดได้ไม่ยาก เพราะผู้ที่จะถูกเลือกก็ล้วนแต่มีพฤติกรรมเปิดเผยแก่สาธารณะอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ผู้เลือกจะไม่สนใจหลักการใดๆนอกจากความพอใจของตนเอง</p>
<p>การเลือกบุคคลทำงานในองค์กรทั้งหลาย ที่จะต้องอาศัยการทำงานเป็นคณะหรือ TEAM WORK ก็น่าจะใช้ประโยชน์จากหลักการนี้ได้ไม่น้อย  คณะกรรมการบริษัทจะเลือกผู้บริหาร ผู้บริหารจะเลือกผู้รับผิดชอบงาน ก็ย่อมต้องรู้ว่าใครเป็นอย่างไรอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น จึงย่อมจะใช้หลักการนี้เลือกคนที่ดีที่สุดได้ แม้นไม่มีประเภทที่ 4 ให้เลือก อย่างน้อยก็ได้ประเภทที่ 1 หรือ 2 ก็ยังดี แต่ถ้าหากมีให้เลือกเฉพาะประเภทที่ 3 ทั้งองค์กร ก็คงจะต้องถือว่าเป็นโชคร้ายของผู้ทำหน้าที่คัดเลือก</p>
<p>เป็นธรรมดาของโลกนี้ที่หาเอกบุรุษคือผู้สมบูรณ์พร้อมได้น้อย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกแนวทางให้พิจารณาเอาไปใช้ประโยชน์ไว้แล้ว ถึงไม่มีดีที่สุดก็มีดีรองๆลงมา แม้ประโยชน์ไม่ได้สูงสุด แต่ก็ไม่เกิดโทษสูงสุดเช่นกัน นี่แหละคือโลกความเป็นจริง<br />
โปรดใช้ปัญญาพิจารณาเทอญ.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม </strong>เขียนเมื่อ 15 สิงหาคม 2549 ตีพิมพ์ในคอลัมน์<em>เรียนธรรมในธุรกิจ </em>หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจ</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=540&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_540" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing" title="อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย (7 February, 2010)">อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/learning-organization" title="องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้ (31 July, 2009)">องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/business-alliances" title="พันธมิตรธุรกิจ (3 August, 2009)">พันธมิตรธุรกิจ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/the-leader-bhuddhis-style-02" title="ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(2.) ผู้นำแบบพุทธ : ผู้เป็นแบบอย่าง มิใช่บงการ (15 July, 2009)">ผู้นำองค์กรแบบพุทธ(2.) ผู้นำแบบพุทธ : ผู้เป็นแบบอย่าง มิใช่บงการ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/the-leader-bhuddhis-style-01" title="ผู้นำองค์กรแบบพุทธ (1) ข้อเท็จจริงทั่วไป : ผู้นำคือผู้บงการ (15 July, 2009)">ผู้นำองค์กรแบบพุทธ (1) ข้อเท็จจริงทั่วไป : ผู้นำคือผู้บงการ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/buddha-thought/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผลประโยชน์ทับซ้อนในองค์กรธุรกิจ</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/conflict-of-interest</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/conflict-of-interest#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jan 2010 03:26:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[บริหารและจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[การคอรัปชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมในองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประโยชน์ขัดกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประโยชน์ทับซ้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=516</guid>
		<description><![CDATA[เรามักได้ยินเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ในการบริหารงานภาครัฐ  ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและวงศาคณาญาติ  ในรูปแบบต่างๆ ทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ ซึ่งหมายถึงประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเป็นผู้จ่ายภาษีอากรแก่รัฐให้นำไปพัฒนาประเทศ  แต่กลับต้องถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของบรรดาผู้มีอำนาจในหน้าที่ราชการทั้งหลาย ในรูปผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง
กรณีตัวอย่างของผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นมีมากมาย ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ  มีการลงโทษข้าราชการทั้งฝ่ายประจำและการเมืองจนติดคุกมาแล้วก็ไม่น้อย  แต่ที่ไม่สามารถจับได้ไล่ทันก็มาก ประชาชนจึงยังสูญเสียประโยชน์ต่อไป

ในองค์กรธุรกิจ  ก็เกิดกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นได้  หากพนักงานและผู้บริหารไม่มีคุณธรรม จริยธรรม  ในการทำงาน  ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร  อาศัยหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋า โดยเฉพาะฝ่ายที่มีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง  มีโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้มาก
การแสวงหาผลประโยชน์ก็คงมีวิธีไม่ต่างจากที่ทำในองค์กรภาครัฐ  เช่น มีการจ่ายค่าตอบแทนจากผู้จำหน่ายสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อให้แก่ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจ  หรือการจัดตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อมารับงานจากบริษัท โดยมีวงศาคณาญาติ หรือเพื่อนฝูงเป็นผู้ถือหุ้นแทน   หรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีมาจากการทำงานให้บริษัท  เจรจาธุรกิจให้แก่ญาติมิตร เป็นต้น  การกระทำดังกล่านี้ ย่อมจะสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรอย่างแน่นอน
ประสบการณ์ในการทำงานเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว  ผู้เขียนได้รับการเสนอ “สินน้ำใจ” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรามักได้ยินเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ในการบริหารงานภาครัฐ  ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและวงศาคณาญาติ  ในรูปแบบต่างๆ ทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ ซึ่งหมายถึงประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเป็นผู้จ่ายภาษีอากรแก่รัฐให้นำไปพัฒนาประเทศ  แต่กลับต้องถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของบรรดาผู้มีอำนาจในหน้าที่ราชการทั้งหลาย ในรูปผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง</p>
<p>กรณีตัวอย่างของผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นมีมากมาย ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ  มีการลงโทษข้าราชการทั้งฝ่ายประจำและการเมืองจนติดคุกมาแล้วก็ไม่น้อย  แต่ที่ไม่สามารถจับได้ไล่ทันก็มาก ประชาชนจึงยังสูญเสียประโยชน์ต่อไป<br />
<a href="http://kosolanusimbiztalk.com/wp-content/uploads/2010/01/tricky.jpg"><img class="size-full wp-image-517 alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="tricky" src="http://kosolanusimbiztalk.com/wp-content/uploads/2010/01/tricky.jpg" alt="tricky" width="290" height="290" /></a><br />
ในองค์กรธุรกิจ  ก็เกิดกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นได้  หากพนักงานและผู้บริหารไม่มีคุณธรรม จริยธรรม  ในการทำงาน  ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร  อาศัยหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋า โดยเฉพาะฝ่ายที่มีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง  มีโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้มาก</p>
<p>การแสวงหาผลประโยชน์ก็คงมีวิธีไม่ต่างจากที่ทำในองค์กรภาครัฐ  เช่น มีการจ่ายค่าตอบแทนจากผู้จำหน่ายสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อให้แก่ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจ  หรือการจัดตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อมารับงานจากบริษัท โดยมีวงศาคณาญาติ หรือเพื่อนฝูงเป็นผู้ถือหุ้นแทน   หรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีมาจากการทำงานให้บริษัท  เจรจาธุรกิจให้แก่ญาติมิตร เป็นต้น  การกระทำดังกล่านี้ ย่อมจะสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรอย่างแน่นอน</p>
<p>ประสบการณ์ในการทำงานเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว  ผู้เขียนได้รับการเสนอ<strong> “สินน้ำใจ” </strong>จากคู่ค้าของบริษัทหลายครั้ง แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากมาย แต่ก็ต้องปฏิเสธไป โดยอธิบายให้เข้าใจว่าที่ไม่รับนั้นเพราะเหตุใด แม้ว่า<strong> “ใครๆ เขาก็รับ”</strong> ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของใคร ๆ เขา  ส่วนผู้เขียนได้ยืนยันหลักการของตนไป  ถ้าจะให้จริงๆ ก็ขอให้เพิ่มเป็นส่วนลดให้บริษัทไป</p>
<p>การมอบ<strong> “สินน้ำใจ”</strong> ดังกล่าวก็คือเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหนึ่งในความคิดของผู้เขียน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดทั้งศีลธรรม จริยธรรมและกฎหมาย  แม้สิ่งนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็น “ประเพณีทางการค้า” ที่มักจะกล่าวอ้างกัน  แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใดก็ตาม</p>
<p>การป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ลำพังแต่กฎหมาย ระเบียบของบริษัท ข้อกำหนดต่างๆ นั้นคงไม่สามารถจะป้องกันแก้ไขได้ทั้งหมด  เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสำนึกความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ  เพราะหากผู้ปฏิบัติงานมีคุรธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบหน้าที่ รักษาประโยชน์ของส่วนรวมแล้ว แม้ไม่มีกฎระเบียบวางไว้ หากเห็นว่าเป็นการใดที่เป็นเรื่องไม่สมควรหรือจะทำให้องค์กรเสียหาย  ก็คงไม่ทำอยู่แล้ว</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องประโยชน์ทับซ้อนนี้ได้ก็คือ การสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ผู้ปฏิบัติงาน  เมื่อสามารถทำได้แล้วก็จะลดความเสียหายได้</p>
<p>ส่วนจะทำอย่างไรนั้น เชื่อว่าทุกองค์กรมีกระบวนการของตนอยู่แล้ว  ขึ้นอยู่กับว่า องค์ใดมีกระบวนการสร้างจิตสำนึกได้ดีกว่า ก็จะสามารถป้องกันปัญหาได้ โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจทั้งหลาย   แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือองค์กรภาครัฐ ที่ดูแล้วปราศจากความหวังเป็นอย่างยิ่ง  ผลประโยชน์ทับซ้อนมีมากมาย จนได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นติดอันโลกหลายปี.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 1/10/10 */
google_ad_slot = "5125213880";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=516&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_516" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/dhamma-for-management" title="ฆราวาสธรรมกับการบริหารองค์กร (14 September, 2009)">ฆราวาสธรรมกับการบริหารองค์กร</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/biz-and-dhamma" title="ธุรกิจกับธรรมะ (15 July, 2009)">ธุรกิจกับธรรมะ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/good-governance" title="ช้าก่อน! Good Governance (15 July, 2009)">ช้าก่อน! Good Governance</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/leader-do-wrong" title="ความเสียหายจากการละเมิดจริยธรรมของผู้บริหาร (7 January, 2010)">ความเสียหายจากการละเมิดจริยธรรมของผู้บริหาร</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/10-rules-of-boss-and-team" title="กฎ 10 ประการในการอยู่ร่วมกันของนายกับลูกน้อง (18 August, 2009)">กฎ 10 ประการในการอยู่ร่วมกันของนายกับลูกน้อง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/conflict-of-interest/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คลิปเสียงสอนธรรมะ</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/learning-dhamma-with-cli</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/learning-dhamma-with-cli#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 00:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปเสียงนายกรัฐมนตรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=535</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องร้อนๆทางการเมืองเรื่องหนึ่งที่กำลังระอุอยู่เวลานี้ก็คือ เรื่องคลิปเสียงที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมของประชาชนในช่วงเดือนเมษายนโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งผู้ที่จัดทำและนำมาเผยแพร่ย่อมไม่มีความปรารถนาดีทั้งต่อตัวนายกรัฐมนตรีและประเทศชาติอย่างแน่นอน  แม้ฝ่ายรัฐบาลจะพิสูจน์แก่สาธารณชนได้แล้วว่า คลิปเสียงนั้นถูกตัดต่อขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี  แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยุติลงได้ง่ายๆ  เพราะฝ่ายค้านยังติดใจและจะนำไปอภิปรายในการประชุมสภา เรื่องนี้จะลงเอยเช่นไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

อันที่จริงแล้ว คลิปเสียงดังกล่าวนี้หากจะว่าไปก็ไม่ต่างจากข่าวลือและบัตรสนเท่ห์ ซึ่งผู้ปล่อยข่าวและปล่อยบัตรสนเท่ห์มีจุดมุ่งหมายทำลายฝ่ายอื่นหรือบุคคลอื่น  เพียงแต่คลิปเสียงเป็นข่าวลือหรือบัตรสนเท่ห์รูปแบบใหม่ที่อาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลมีเดีย  จัดทำขึ้นและเผยแพร่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ถึงผู้รับในวงกว้างและมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด  ดังนั้นผลกระทบจึงมีมาก  หากไม่มีการแก้ไขได้ทันท่วงที ผลเสียก็ย่อมเกิดขึ้นมากมายตามมา  ซึ่งในกรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีนี้  มีการยับยั้งได้ทันท่วงที โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นของปลอมพร้อมหลักฐานทางวิชาการมารองรับ  จึงระงับผลร้ายที่จะตามมาลงไปได้
เรื่องคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้  หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า  กรณีนี้สอนธรรมะให้เราคือสังคมไทยได้หลายข้อ  นั่นคือ
1.ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้และเข้าใจความไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ทำให้เราไม่ประมาท  ซึ่งในกรณีนี้ ใครจะคิดมาก่อนว่า จะมีคนกระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น  ซึ่งหากเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคนคิดทำแล้วไซร้ ความวุ่นวายของบ้านเมืองย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
2.ความมีสติ เมื่อเรารู้ว่า อะไรๆก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  เราก็ไม่ประมาท เตรียมพร้อมอยู่เสมอ โดยใช้สติเป็นตัวนำ  เมื่อมีสติแล้วก็ย่อมไม่หลงเชื่อไปกับสิ่งที่เห็น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องร้อนๆทางการเมืองเรื่องหนึ่งที่กำลังระอุอยู่เวลานี้ก็คือ เรื่องคลิปเสียงที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมของประชาชนในช่วงเดือนเมษายนโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งผู้ที่จัดทำและนำมาเผยแพร่ย่อมไม่มีความปรารถนาดีทั้งต่อตัวนายกรัฐมนตรีและประเทศชาติอย่างแน่นอน  แม้ฝ่ายรัฐบาลจะพิสูจน์แก่สาธารณชนได้แล้วว่า คลิปเสียงนั้นถูกตัดต่อขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี  แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยุติลงได้ง่ายๆ  เพราะฝ่ายค้านยังติดใจและจะนำไปอภิปรายในการประชุมสภา เรื่องนี้จะลงเอยเช่นไรก็ต้องติดตามกันต่อไป<br />
<span id="more-535"></span><br />
อันที่จริงแล้ว คลิปเสียงดังกล่าวนี้หากจะว่าไปก็ไม่ต่างจากข่าวลือและบัตรสนเท่ห์ ซึ่งผู้ปล่อยข่าวและปล่อยบัตรสนเท่ห์มีจุดมุ่งหมายทำลายฝ่ายอื่นหรือบุคคลอื่น  เพียงแต่คลิปเสียงเป็นข่าวลือหรือบัตรสนเท่ห์รูปแบบใหม่ที่อาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลมีเดีย  จัดทำขึ้นและเผยแพร่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ถึงผู้รับในวงกว้างและมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด  ดังนั้นผลกระทบจึงมีมาก  หากไม่มีการแก้ไขได้ทันท่วงที ผลเสียก็ย่อมเกิดขึ้นมากมายตามมา  ซึ่งในกรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีนี้  มีการยับยั้งได้ทันท่วงที โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นของปลอมพร้อมหลักฐานทางวิชาการมารองรับ  จึงระงับผลร้ายที่จะตามมาลงไปได้</p>
<p>เรื่องคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้  หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า  กรณีนี้สอนธรรมะให้เราคือสังคมไทยได้หลายข้อ  นั่นคือ</p>
<p><strong>1.ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน </strong>พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้และเข้าใจความไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ทำให้เราไม่ประมาท  ซึ่งในกรณีนี้ ใครจะคิดมาก่อนว่า จะมีคนกระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น  ซึ่งหากเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคนคิดทำแล้วไซร้ ความวุ่นวายของบ้านเมืองย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>2.ความมีสติ </strong>เมื่อเรารู้ว่า อะไรๆก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  เราก็ไม่ประมาท เตรียมพร้อมอยู่เสมอ โดยใช้สติเป็นตัวนำ  เมื่อมีสติแล้วก็ย่อมไม่หลงเชื่อไปกับสิ่งที่เห็น  ไม่ตกหลุมพรางที่มีคนขุดล่อ ในกรณีนี้ นับว่าสังคมไทยมีสติ ไม่ได้หลงเชื่อเดินลงหลุมพรางดังกล่าว</p>
<p><strong>3. เกิดปัญญา </strong> เมื่อมีสติแล้วก็พิจารณาสิ่งต่างๆจนเกิดปัญญา  เมื่อเกิดปัญญาแล้วรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ยับยั้งชั่งใจได้  แม้สิ่งนั้นอันได้แก่ข้อมูลข่าวสารจะตรงกับความคิดความเชื่อของตน แต่ก็ไม่ได้หลงเชื่อไปโดยไม่ไตร่ตรอง  ผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆก็ออกมาชัดเจนว่า ประชาชนไทยไม่ได้หลงเชื่อสิ่งที่ปรากฏในคลิปเสียงนั้น</p>
<p><strong>4.แก้ปัญหาได้ </strong>เมื่อเกิดปัญญาก็หาหนทางแก้ไขปัญหาได้  ข้อนี้ต้องชื่นชมประชาชนไทยทุกฝ่ายที่ไม่หลงกลผู้ทำและเผยแพร่คลิปดังกล่าว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจัดการแก้ไขปัญหา พิสูจน์ความจริง หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป  </p>
<p>เรื่องลักษณะดังกล่าวนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ในองค์กรทั้งหลายก็เกิดขึ้นได้ เนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์กันนั้นมีในทุกระดับองค์กร  ตามมาด้วยความขัดแย้งที่ดึงเอาคนในองค์กรเข้ามาร่วมเป็นฝ่ายตนด้วย  การปล่อยข่าวลือทำลายฝ่ายตรงกันข้าม การเขียนบัตรสนเท่ห์โจมตีผู้อื่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบัน การปล่อยคลิปภาพก็ดี คลิปเสียงก็ดี ได้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงกันข้ามแทนข่าวลือและบัตรสนเท่ห์ ซึ่งได้ผลรวดเร็วกว่ากันหลายเท่า</p>
<p>การรับมือเรื่องเหล่านี้ ย่อมต้องอาศัยสติและปัญญาเป็นที่ตั้ง  ไม่ว่าเราจะเป็นคนระดับใดในองค์กรและในสังคม ก็ต้องอาศัยสองสิ่งนี้ในทุกเรื่อง  เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้น้อย  หากขาดสติและปัญญาเสียแล้ว ก็ย่อมสามารถทำให้องค์กรและสังคมเสียหายจนอาจจะล่มสลายได้ด้วยกันทั้งสิ้น</p>
<p>บทความโดย <strong>โกศล อนุสิม</strong> ตีพิมพ์ในคอลัมน์ <em>เรียนธรรมในธุรกิจ</em>  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ 2 กันยายน 2552</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=535&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_535" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/no-intend-to-do-wrong" title="“บกพร่องโดยสุจริต” มีได้จริงหรือ? (19 August, 2009)">“บกพร่องโดยสุจริต” มีได้จริงหรือ?</a> (2)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/kamma-thaksin" title="เรียนกรรมในธุรกิจกรณียึดทรัพย์ (4 March, 2010)">เรียนกรรมในธุรกิจกรณียึดทรัพย์</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing" title="อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย (7 February, 2010)">อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/learning-organization" title="องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้ (31 July, 2009)">องค์กรศตวรรษใหม่กับการเรียนรู้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/principles-of-training-by-buddha" title="หลักการสอนของพระพุทธเจ้า (25 November, 2009)">หลักการสอนของพระพุทธเจ้า</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/learning-dhamma-with-cli/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้นำเรียกหยุดร้องผู้น้อย ผู้น้อยเลิกเรียกร้องผู้นำ</title>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/to-solve-the-conflict</link>
		<comments>http://kosolanusimbiztalk.com/to-solve-the-conflict#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 23:51:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[บริหารและจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารความขัดแย้ง]]></category>
		<category><![CDATA[การรถไฟไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การแก้ไขความขัดแย้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะกับการบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะกับการแก้ไขปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานรถไฟประท้วง]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนธรรมในธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusimbiztalk.com/?p=528</guid>
		<description><![CDATA[การนักหยุดงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2552 เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาล ให้ทบทวนแผนพัฒนาการรถไฟฯที่เสนอโดยกระทรวงคมนาคมต้นสังกัด เหตุผลของการประท้วงและรายละเอียดของข้อเรียกร้องเป็นเช่นใดนั้น คงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะเผยแพร่ตามสื่อต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ตย่างกว้างขวาง

นี่เป็นครั้งหนึ่งที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นในองค์กรระดับประเทศ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ทั้งผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางโดยรถไฟไปทำธุรการงานเป็นประจำ  ที่ต้องเดือดร้อนเพราะไม่สามารถไปทำงานได้  ส่งผลถึงองค์กรที่พนักงานไปทำงานไม่ได้ที่งานจะต้องล่าช้า  ส่วนองค์กรธุรกิจที่ต้องใช้รถไฟในการขนส่งสินค้าก็มีความเดือดร้อนเช่นกัน  อาจส่งสินค้าไม่ทัน หรือต้องใช้หนทางอื่นเช่นขนส่งโดยรถยนต์ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เป็นต้น  ดังนั้น แม้จะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรหนึ่งองค์กรใด ก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่สังคมส่วนรวมได้
ข้อขัดแย้งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมของมนุษย์ทุกระดับ  ในองค์กรทุกประเภท  โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรนั้น มีเหตุการณ์ประท้วงและเรียกร้องกันเกิดขึ้นบ่อยๆ  ซึ่งเป้นความขัดแย้งกันของผู้นำในองค์กร อันได้แก่บรรดาผู้มีอำนาจในการบริหารงานทั้งหลาย กับผู้น้อยในองค์กร คือบรรดาพนักงานระดับต่างๆ ซึ่งจะมักจะมีองค์กรที่เป็นตัวแทนของพนักงาน คือ สหภาพแรงงานทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของพนักงานที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน อาจรวมไปถึงพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพด้วย 
หากมองโดยผิวเผินก็เรียกได้ว่า เป็นการกระทำตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน  โดยเป้นความชอบธรรมที่คนจะสามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนได้  ภายใต้กรอบที่กำหมายกำหนด  แต่ถ้าหากมองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่า  ความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การนักหยุดงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2552 เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาล ให้ทบทวนแผนพัฒนาการรถไฟฯที่เสนอโดยกระทรวงคมนาคมต้นสังกัด เหตุผลของการประท้วงและรายละเอียดของข้อเรียกร้องเป็นเช่นใดนั้น คงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะเผยแพร่ตามสื่อต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ตย่างกว้างขวาง<br />
<span id="more-528"></span><br />
นี่เป็นครั้งหนึ่งที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นในองค์กรระดับประเทศ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ทั้งผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางโดยรถไฟไปทำธุรการงานเป็นประจำ  ที่ต้องเดือดร้อนเพราะไม่สามารถไปทำงานได้  ส่งผลถึงองค์กรที่พนักงานไปทำงานไม่ได้ที่งานจะต้องล่าช้า  ส่วนองค์กรธุรกิจที่ต้องใช้รถไฟในการขนส่งสินค้าก็มีความเดือดร้อนเช่นกัน  อาจส่งสินค้าไม่ทัน หรือต้องใช้หนทางอื่นเช่นขนส่งโดยรถยนต์ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เป็นต้น  ดังนั้น แม้จะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรหนึ่งองค์กรใด ก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่สังคมส่วนรวมได้</p>
<p>ข้อขัดแย้งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมของมนุษย์ทุกระดับ  ในองค์กรทุกประเภท  โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรนั้น มีเหตุการณ์ประท้วงและเรียกร้องกันเกิดขึ้นบ่อยๆ  ซึ่งเป้นความขัดแย้งกันของผู้นำในองค์กร อันได้แก่บรรดาผู้มีอำนาจในการบริหารงานทั้งหลาย กับผู้น้อยในองค์กร คือบรรดาพนักงานระดับต่างๆ ซึ่งจะมักจะมีองค์กรที่เป็นตัวแทนของพนักงาน คือ สหภาพแรงงานทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของพนักงานที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน อาจรวมไปถึงพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพด้วย </p>
<p>หากมองโดยผิวเผินก็เรียกได้ว่า เป็นการกระทำตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน  โดยเป้นความชอบธรรมที่คนจะสามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนได้  ภายใต้กรอบที่กำหมายกำหนด  แต่ถ้าหากมองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่า  ความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น  ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่แต่ละฝ่ายต่างเรียกร้องที่จะเอาประโยชน์จากฝ่ายอีกหนึ่งนั่นเอง</p>
<p>ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น จากองค์ธุรกิจทั้งหลาย ผ่านการประท้วงและเรียกร้องผลประโยชน์ของพนักงานนั้น ย่อมเกิดจากเหตุที่มีการเรียกร้องจากกันและกันเกินความพอดีของทั้งฝ่ายผู้นำและฝ่ายผู้น้อย  ผู้นำมีแต่จะเรียกร้องเอาจากพนักงาน ให้พนักงานทำงานหนัก ทำงานให้คุ้มกับค่าตอบแทน จ่ายค่าแรงออกไปเท่าใดก็ต้องการผลตอบแทนคืนมาให้คุ้มค่ากับที่ต้องจ่ายไป ซึ่งในความคิดของพนักงานย่อมเป็นการเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดแรงงาน ไม่มีความยุติธรรม เมื่อเห็นว่าตนทำงานหนักขึ้นก็ต้องการค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น  หรือในกรณีที่เห็นว่าตนจะสูญเสียประโยชน์ก็กระทำการคัดค้าน ด้วยการประท้วงและหยุดงาน  ผลที่เกิดขึ้นก็คือ นำความสูญเสียมาสู่องค์กร  หากองค์กรใดมีข้อขัดแย้งเช่นนี้บ่อยๆ  ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ย่อมหาความเจริยเติบโตได้ยาก ในที่สุดอาจไม่สามารถจะอยู่ได้ทั้งผู้นำ ผู้ตามและองค์กร</p>
<p>นี่นับเป็นรูปแบบความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่อย  แม้จะมีรูปแบบและประเด็นความขัดแย้งแตกต่างกันไป แต่แก่นแท้ก็คือ เกิดจากการเรียกร้องเอาจากกันมากเกินไปของผู้นำกับผู้น้อยในองค์กรนั่นเอง</p>
<p>หนทางในการแก้ไขนั้น  มีทางเดียว นั่นคือ แต่ละฝ่ายลดการเรียกร้องจากคนอื่น แล้วหันมาเรียกร้องจากตนเองให้มากขึ้น  ผู้นำก็ต้องทำหน้าที่ของตนโดยให้ความยุติธรรมแก่ผู้น้อย  ไม่เอารัดเอาเปรียบ  ผู้น้อยก็ต้องเรียกร้องจากตัวเอง โดยทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ไม่เอาเปรียบองค์กรด้วยการฉ้อฉลเวลาหรือทรัพย์สินไม่ว่าจะมากหรือน้อย  และเครื่องมือที่จะทำให้คนสามารถขจัดการเรียกร้องจากคนอื่นได้ดีที่สุดก็คือเครื่องมือที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบไว้แก่มนุษย์ทั้งหลาย นั่นคือศีล 5 และพรหมวิหาร 4 นั่นเอง</p>
<p>ศีล 5 และ พรหมวิหาร 4  เป็นเครื่องมือที่ปัจเจกบุคคลใช้ขัดเกลาตนเองให้พ้นจากการเอารัดเอาเปรียบ การเรียกร้องเอาจากผู้อื่น  ปัจเจกชนไม่ว่าอยู่ในฐานะใดมีจำเป็นที่จะต้องใช้ศีล 5 และ พรหมวิหาร 4 พัฒนาตนเองโดยเท่าเทียมกัน  ลองคิดให้ดูให้ดีว่า  องค์กรทุกระดับมีสมาชิกประกอบด้วยปัจเจกบุคคลรวมกันเป็นกลุ่มคน เป็นองค์กร หากปัจเจกบุคคลที่เป็นสมาชิกขององค์กรของสังคมนั้นๆ  พัฒนาตนเองไปถึงจุดที่ไม่เรียกร้องอะไรจากคนอื่น มีแต่ให้แก่คนอื่น หรือเพียงแค่เรียกร้องจากคนอื่นน้อยกว่าให้แก่คนอื่น องค์กรนั้นสังคมนั้นย่อมมีความก้าวหน้าและความสงบแน่นอน<br />
	พระพุทธองค์ทรงเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาปัจเจกบุคคล ว่าจะเป็นปัจจัยให้เกิดการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง  ดังนั้นจึงทรงเน้นการเปลี่ยนแปลงในตัวของแต่ละคน โดยทรงตรัสว่า ธรรมะนั้นเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้เฉพาะตน หรือเป็น “ปัจจัตตัง” เมื่อปัจเจกบุคคลต่างขัดเกลาพัฒนาตนเองแล้วก็จะทำให้สังคมพัฒนาขึ้นได้เอง</p>
<p>ดังนั้น หากแม้นปัจเจกบุคคลทุกระดับชั้นและฐานะ  เลิกเรียกร้องจากคนอื่นหรือเรียกร้องจากคนน้อยลง แล้วหันมาเรียกร้องจากตนเองมากขึ้น  รับผิดชอบในตนเองมากขึ้น  เห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้น ความขัดแย้งที่มีอยู่ก็ย่อมจะลดน้อยลง ไม่ต้องประท้วง ไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องยกพวกเข้าห้ำหั่นกันให้วุ่นวาย  เมื่อนั่นก็จะสงบสุข</p>
<p><strong>แม้ว่าจะเป็นความหวังริบหรี่ แต่ก็ขอเสนอไว้ให้ทุกๆฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันนำไปพิจารณา.</strong></p>
<p><strong>โกศล อนุสิม </strong>ตีพิมพ์ในคอลัมน์ <em>เรียนธรรมในธุรกิจ</em> หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 มิถุนายน 2552</p>
<p class="akst_link"><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/?p=528&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_528" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/dhamma-for-management" title="ฆราวาสธรรมกับการบริหารองค์กร (14 September, 2009)">ฆราวาสธรรมกับการบริหารองค์กร</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/leader-do-wrong" title="ความเสียหายจากการละเมิดจริยธรรมของผู้บริหาร (7 January, 2010)">ความเสียหายจากการละเมิดจริยธรรมของผู้บริหาร</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/no-intend-to-do-wrong" title="“บกพร่องโดยสุจริต” มีได้จริงหรือ? (19 August, 2009)">“บกพร่องโดยสุจริต” มีได้จริงหรือ?</a> (2)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/kamma-thaksin" title="เรียนกรรมในธุรกิจกรณียึดทรัพย์ (4 March, 2010)">เรียนกรรมในธุรกิจกรณียึดทรัพย์</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing" title="อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย (7 February, 2010)">อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusimbiztalk.com/to-solve-the-conflict/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
