<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>โกศล อนุสิม บิสทอล์ค</title>
	<link>http://kosolanusimbiztalk.com</link>
	<description>: คุยเฟื่องเรื่องข่าวสารธุรกิจ ชีวิต ความคิด และโลกออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Mar 2010 08:55:50 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>คนไทยควรศึกษาคำพิพากษายึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาทของทักษิณ ชินวัตร</title>
		<description>

หากใครได้ฟังการอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 46,000 ล้านบาทเศษ ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ทางโทรทัศน์ก็ดี หรืออ่านจากสื่อหนังสือพิมพ์ก็ดี  สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ การอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อศึกษาข้อมูลรายละเอียดที่ศาลได้ยกมาประกอบคำวินิจฉัยและคำพิพากษา  โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจที่มีรัฐเป็นคู่สัญญา หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกอบธุรกิจทั่วไปก็ตาม เพราะคำพิพากษานี้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความถูกต้อง  ด้วยศาลท่านได้ชี้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดไว้อย่างชัดเจน

แม้จะมีผู้กล่าวหาโดยเฉพาะจากหมู่ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์ว่า กระบวนการเอาผิดนี้ไม่สง่างามเพราะเกิดจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่า แม้เริ่มจากคณะรัฐประหาร  แต่ศาลท่านพิจารณาวินิจฉัยภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราออกมาก่อนการรัฐประหาร โดยออกภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มี เช่น กฎหมาย ป.ป.ช. เป็นต้น และที่สำคัญก็คือ มีการกระทำผิดจริงหรือไม่  หากไม่มีการกระทำผิดจริง จะใช้กฎหมายใดเอาผิดอย่างชัดแจ้งก็คงยาก
ดังนั้น การศึกษาคำพิพากษานี้ ควรศึกษา “ความจริงที่เกิดขึ้น” นั่นคือ “การกระทำความผิด” ของผู้ถูกกล่าวหา  เมื่อกระทำความผิดแล้ว ความผิดก็ย่อมปรากฏเป็นจริงอยู่ ไม่ว่าจะดำเนินการเอาผิดโดยเริ่มต้นจากคณะบุคคลใดก็ย่อมเป็นการสมควร  และคณะบุคคลดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการพิจารณาตัดสินเอง แต่ใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งศาลสถิตยุติธรรมก็ตัดสินไปตามกฎหมายที่มีอยู่ ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/thai-people-should-read-supreme-court-judgement-of-thaksin-case</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรียนกรรมในธุรกิจกรณียึดทรัพย์</title>
		<description>ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยได้แจกแจงรายละเอียดการกระทำผิดไว้อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการใช้อำนาจหน้าที่ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตน ดังที่ได้ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้น

การยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย 2 คนอันได้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลถนอม กิตติขจร (รวมทั้งจอมพลประภาส จารุเสถียรและพันเอกณรงค์ กิตติขจร) ก็ถูกยึดทรัพย์เข้าเป็นของแผ่นดินด้วย ในต่างประเทศก็มีเป็นอันมาก ตัวอย่างได้แก่  นายเฟอร์ดินาน  มากอร์ส  แห่งฟิลิปปินส์  พลเอกซูฮาโต แห่งอินโดนีเซีย  รวมทั้งนายอัลแบร์โต ฟูจิโมริ แห่งประเทศเปรู และ นายเฉินสุ่ยเปียน แห่งไต้หวัน ซึ่งถูกตัดสินให้ติดตะรางเพราะกระทำการคอรัปชั่นในยามที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ  เมื่อหมดอำนาจวาสนาแล้วกรรมก็ตามสนอง  นับว่าเป็นไปตามกฎของกรรมโดยแท้ นั่นคือ ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับกรรมนั้น



เรื่องกรรมจึงไม่ใช่ของเล่น  ทั้งกรรมดีกรรมชั่วย่อมติดตามตัวผู้กระทำ  พระพุทธองค์ตรัสว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เป็นทายาทของกรรม  เกิดจากกรรม  ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/kamma-thaksin</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตระกูลมั่งคั่งเสื่อมเพราะผู้นำทุศีล</title>
		<description>ความมั่งคั่งของตระกูลทั้งหลาย ซึ่งย่อมจะหมายรวมเอาองค์กรต่าง ๆ ประเทศต่าง ๆ เข้าไว้ด้วย  จะประสบกับความมั่งคั่งยั่งยืนต่อไป หรือเสื่อมสลายลง ย่อมมีปัจจัยอยู่ที่ผู้นำเป็นสำคัญ เพราะผู้นำมีอำนาจในการรับผิดชอบดูแล บริหารกิจการงานของตระกูล ขององค์กร ของประเทศ  หากผู้นำดีย่อมจะมีโอกาสนำไปสู่สิ่งดี ๆ หากผู้นำไม่ดี ย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความวิบัติได้ไม่มาก็น้อย

ดังปรากฏให้เห็นตัวอย่าง ทั้งในระดับตระกูล ระดับองค์กร ระดับประเทศ ที่เจริญรุ่งเรืองและล่มจมเพราะผู้นำเป็นสำคัญ  ในหนังสือ “อธิบายหลักธรรมตามหมวดนวโกวาท” โดย พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ) วัดบวรวิหาร กรุงเทพฯ ได้กล่าวถึง “เหตุที่ตระกูลมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้ไม่นาน” ว่าประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยคือ

1.ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว โดยท่านได้อธิบายว่า  ตระกูลมั่งคั่วส่วนมากแล้วต้นตระกูลจะฝ่าฟันอุปสรรคสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย จึงไม่ประมาท พอถึงรุ่นลูกหลานที่เสวยสุขจากทรัพย์สมบัติของพ่อแม่หรือต้นตระกูลสร้างไว้ ไม่เอาใจใส่ดูแลทรัพย์สินสิ่งของ มีแต่ใช้จ่าย จึงทำให้ความมั่งคั่งลดลงได้

2.ไม่บูรณะซ่อมแซมพัสดุที่เก่า ข้อนี้ก็ย่อมชัดเจนอยู่ เมื่อของที่เสียหายพอจะซ่อมได้แต่ไม่ซ่อม โดยทิ้งไปแล้วซื้อหาของใหม่แทน ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองโดยไม่สมเหตุสมผล เมื่อบ่อยเข้า มากขึ้น ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/the-immoral-leaders-devastates-their-family</link>
			</item>
	<item>
		<title>ร้องเรียนเรื่องค่าสินไหมประกันภัยผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว</title>
		<description>คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เปิดบริการแก่ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทค่าสินไหมทดแทน ผ่านเว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ได้แล้ว

การร้องเรียนดังกล่าวรับเฉพาะเรื่องพิพาทเกี่ยวกับการค่าสินไหมทดแทน โดยให้ผู้ร้องเรียนลงทะเบียนก่อนซึ่งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็จะสามารถส่งเรื่องร้องเรียนได้ โดยมีแบบฟอร์มให้กรอกรายละเอียดพร้อมหลักฐานเอกสารที่จำเป็น เช่น สำเนากรมธรรม์ สำเนาบัตรประจำตัวผู้ร้องเรียน บันทึกประจำวันของตำรวจ (ถ้ามี) และอื่น ๆ

การให้บริการดังกล่าวนับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ถือกรมธรรม์ หากผู้ใดมีความประสงค์จะใช้บริการหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
http://www.oic.or.th/th/webboard/oicComplaint.phpThai Share This
 </description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/ioc-insurance-policy-service</link>
			</item>
	<item>
		<title>อย่าหมิ่นว่าเล็กน้อย</title>
		<description>

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนว่า  ความดีนั้นอย่าหมิ่นว่าเล็กน้อยแล้วไม่ทำ  ส่วนความชั่วนั้นก็อย่ามองว่าเล็กน้อยแล้วไปลงมือทำ  เพราะไม่ว่าความดีหรือความชั่ว  แม้เล็กน้อยหากทำบ่อยๆก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ดังน้ำหยดลงภาชนะที่ละหยด เมื่อมากเข้าก็เต็มได้
	
นี่ย่อมเป็นสัจธรรม คือความจริงแท้  สิ่งทั้งหลายล้วนเริ่มจากเล็กๆพัฒนาไปเป็นสู่ความใหญ่โตตามภาวะของสิ่งนั้นๆ
	
การทำความดี ความถูกต้อง และบุญกุศลต่างๆ ทำทีละนิดๆสะสมไปเรื่อยๆไม่หยุด ทำอย่างสม่ำเสมอจนเคยชิน จิตก็ยึดมั่นในบุญกุศลนั้น  กองกุศลคือความดีก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น นำไปสู่การทำความดีที่ใหญ่ขึ้น เพราะจิตเคยชินกับการทำความดีแล้ว จึงทำได้อย่างคล่องตัว

การทำความชั่วก็เช่นกัน หากมองว่าเป็นความชั่วหรือความผิดเล็กๆน้อย แล้วลงมือทำ เมื่อทำบ่อยๆเข้า ความชั่ว ความผิดก็ย่อมพอกพูนขึ้น นำไปสู่การทำความชั่วและความผิดที่ใหญ่ขึ้นด้วย เพราะจิตเคยชินกับความชั่วความผิดนั้นแล้ว จึงทำได้โดยไม่ลังเลใจ
สังคมใด องค์กรใดที่ผู้คนในสังคม มีความเคยชินกับการทำความดี  ทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นสังคมที่คนส่วนมากเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ ประกอบสัมมาชีพเป็นปกติ สังคมนั้นย่อมเป็นสังคมที่น่าอยู่  เป็น “ปฏิรูปเทสถาน” คือถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม อันเป็นมงคลข้อที่ 4 ในมงคล 38 ประการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แก่เทวดาและมนุษย์
สังคมใด องค์กรใด ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/a-little-thing-is-an-important-thing</link>
			</item>
	<item>
		<title>คน 4 ประเภท</title>
		<description>
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวิเคราะห์แยะและวิเคราะห์บุคคลไว้หลายประเภท  ตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆ  เพื่อสอนคนทั้งหลายให้เข้าใจในธรรมชาติของคน  เพื่อให้เกิดปัญญาในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น  อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา  คำสอนของพระองค์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาและจำแนกแยกแยะผู้คนได้เป็นอย่างดี

พระองค์ทรงตรัสสอนเรื่องบุคคลไว้หลายประเภท  โดยอาศัยปัจจัยในการแยกแยะแตกต่างกัน  ที่ทรงตรัสไว้หลายเรื่องก็คือ “บุคคล 4 ประเภท”  

บุคคล 4 ประเภทที่จะขอยกมาพิจารณากันในวันนี้ได้แก่

ประเภทที่ 1 คนที่มืดมามืดไป  คนกลุ่มนี้คือพวกเกิดมาท่ามกลางไม่ดีไม่งาม เป็นผู้มีบาป  ไม่สามารถจะพัฒนาตนเองให้พ้นจากความไม่ดีไม่งามได้  คืออยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น  ไม่มีความเจริญในความดี  เมื่อตายไปก็ตายไปท่ามกลางสิ่งที่ตนเกิดมา  หาความเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เป็นประเภทต้นคดปลายคด

คนประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไป  เป็นคนที่ทำแต่เรื่องไม่ดีอยู่ซ้ำซาก  เหมือนไม่มีปัญญาที่จะเรียนรู้แก้ไขอะไร   ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้  ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/4-types-of-human-being</link>
			</item>
	<item>
		<title>พระพุทธเจ้าสอนวิชาวิเคราะห์คน (1)</title>
		<description>

ศาสตร์ในการศึกษาวิเคราะห์คนในปัจจุบันเชื่อมโยงกับหลายหลายสาขาวิชา ทั้งจากกรอบความคิดทฤษฎีด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษย์วิทยา โหราศาสตร์ การดูโหงวเฮ้ง ฯลฯ ซึ่งบรรดากูรู (GURU) ทางด้านการบริหารและจัดการทั้งหลายต่างนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่นิยมไปทั่วโลก  องค์กรธุรกิจก็ดี องค์กรภาครัฐก็ดี ในประเทศต่างๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ของบรรดากูรูทั้งหลายเหล่านั้น มากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร 

พระพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นสัพพัญญูคือผู้รู้ทุกสิ่ง ได้ตรัสสอนความรู้เรื่องการวิเคราะห์คนไว้อย่างละเอียดแล้วเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ซึ่งปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่ม 36/2 พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลปัญญัติปกรณ์ ( อ้างอิงจาก พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน เผยแพร่ในรูปแบบแผ่นซีดี) โดยทรงแยกแยะบุคคลไว้เป็นประเภทต่างๆ ตั้งแต่ บุคคล 1 ประเภท ไปจนถึงบุคคล 10 ประเภท  เปรียบเทียบคนกับสิ่งต่างๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ดอกบัวสี่เหล่า ที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว เป็นต้น 

การแยกประเภทคนของพระพุทธเจ้านั้น ทรงแยกและอธิบายไว้อย่างละเอียด ผู้มีปัญญาไม่มากก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่ทรงอธิบายไว้ได้  หากมีการศึกษากันอย่างจริงจังและเผยแพร่อย่างกว้างขวางแล้ว คงเป็นประโยชน์ในการศึกษา ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/buddha-thought</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผลประโยชน์ทับซ้อนในองค์กรธุรกิจ</title>
		<description>เรามักได้ยินเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ในการบริหารงานภาครัฐ  ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและวงศาคณาญาติ  ในรูปแบบต่างๆ ทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ ซึ่งหมายถึงประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเป็นผู้จ่ายภาษีอากรแก่รัฐให้นำไปพัฒนาประเทศ  แต่กลับต้องถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของบรรดาผู้มีอำนาจในหน้าที่ราชการทั้งหลาย ในรูปผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง

กรณีตัวอย่างของผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นมีมากมาย ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ  มีการลงโทษข้าราชการทั้งฝ่ายประจำและการเมืองจนติดคุกมาแล้วก็ไม่น้อย  แต่ที่ไม่สามารถจับได้ไล่ทันก็มาก ประชาชนจึงยังสูญเสียประโยชน์ต่อไป

ในองค์กรธุรกิจ  ก็เกิดกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นได้  หากพนักงานและผู้บริหารไม่มีคุณธรรม จริยธรรม  ในการทำงาน  ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร  อาศัยหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋า โดยเฉพาะฝ่ายที่มีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง  มีโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้มาก

การแสวงหาผลประโยชน์ก็คงมีวิธีไม่ต่างจากที่ทำในองค์กรภาครัฐ  เช่น มีการจ่ายค่าตอบแทนจากผู้จำหน่ายสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อให้แก่ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจ  หรือการจัดตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อมารับงานจากบริษัท โดยมีวงศาคณาญาติ หรือเพื่อนฝูงเป็นผู้ถือหุ้นแทน   หรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีมาจากการทำงานให้บริษัท  เจรจาธุรกิจให้แก่ญาติมิตร เป็นต้น  ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/conflict-of-interest</link>
			</item>
	<item>
		<title>คลิปเสียงสอนธรรมะ</title>
		<description>

เรื่องร้อนๆทางการเมืองเรื่องหนึ่งที่กำลังระอุอยู่เวลานี้ก็คือ เรื่องคลิปเสียงที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมของประชาชนในช่วงเดือนเมษายนโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งผู้ที่จัดทำและนำมาเผยแพร่ย่อมไม่มีความปรารถนาดีทั้งต่อตัวนายกรัฐมนตรีและประเทศชาติอย่างแน่นอน  แม้ฝ่ายรัฐบาลจะพิสูจน์แก่สาธารณชนได้แล้วว่า คลิปเสียงนั้นถูกตัดต่อขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี  แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยุติลงได้ง่ายๆ  เพราะฝ่ายค้านยังติดใจและจะนำไปอภิปรายในการประชุมสภา เรื่องนี้จะลงเอยเช่นไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

อันที่จริงแล้ว คลิปเสียงดังกล่าวนี้หากจะว่าไปก็ไม่ต่างจากข่าวลือและบัตรสนเท่ห์ ซึ่งผู้ปล่อยข่าวและปล่อยบัตรสนเท่ห์มีจุดมุ่งหมายทำลายฝ่ายอื่นหรือบุคคลอื่น  เพียงแต่คลิปเสียงเป็นข่าวลือหรือบัตรสนเท่ห์รูปแบบใหม่ที่อาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลมีเดีย  จัดทำขึ้นและเผยแพร่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ถึงผู้รับในวงกว้างและมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด  ดังนั้นผลกระทบจึงมีมาก  หากไม่มีการแก้ไขได้ทันท่วงที ผลเสียก็ย่อมเกิดขึ้นมากมายตามมา  ซึ่งในกรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีนี้  มีการยับยั้งได้ทันท่วงที โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นของปลอมพร้อมหลักฐานทางวิชาการมารองรับ  จึงระงับผลร้ายที่จะตามมาลงไปได้

เรื่องคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้  หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า  กรณีนี้สอนธรรมะให้เราคือสังคมไทยได้หลายข้อ  นั่นคือ

1.ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้และเข้าใจความไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ทำให้เราไม่ประมาท  ซึ่งในกรณีนี้ ใครจะคิดมาก่อนว่า จะมีคนกระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น  ซึ่งหากเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคนคิดทำแล้วไซร้ ความวุ่นวายของบ้านเมืองย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

2.ความมีสติ เมื่อเรารู้ว่า อะไรๆก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  เราก็ไม่ประมาท ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/learning-dhamma-with-cli</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผู้นำเรียกหยุดร้องผู้น้อย ผู้น้อยเลิกเรียกร้องผู้นำ</title>
		<description>
การนักหยุดงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2552 เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาล ให้ทบทวนแผนพัฒนาการรถไฟฯที่เสนอโดยกระทรวงคมนาคมต้นสังกัด เหตุผลของการประท้วงและรายละเอียดของข้อเรียกร้องเป็นเช่นใดนั้น คงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะเผยแพร่ตามสื่อต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ตย่างกว้างขวาง

นี่เป็นครั้งหนึ่งที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นในองค์กรระดับประเทศ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ทั้งผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางโดยรถไฟไปทำธุรการงานเป็นประจำ  ที่ต้องเดือดร้อนเพราะไม่สามารถไปทำงานได้  ส่งผลถึงองค์กรที่พนักงานไปทำงานไม่ได้ที่งานจะต้องล่าช้า  ส่วนองค์กรธุรกิจที่ต้องใช้รถไฟในการขนส่งสินค้าก็มีความเดือดร้อนเช่นกัน  อาจส่งสินค้าไม่ทัน หรือต้องใช้หนทางอื่นเช่นขนส่งโดยรถยนต์ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เป็นต้น  ดังนั้น แม้จะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรหนึ่งองค์กรใด ก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่สังคมส่วนรวมได้

ข้อขัดแย้งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมของมนุษย์ทุกระดับ  ในองค์กรทุกประเภท  โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรนั้น มีเหตุการณ์ประท้วงและเรียกร้องกันเกิดขึ้นบ่อยๆ  ซึ่งเป้นความขัดแย้งกันของผู้นำในองค์กร อันได้แก่บรรดาผู้มีอำนาจในการบริหารงานทั้งหลาย กับผู้น้อยในองค์กร คือบรรดาพนักงานระดับต่างๆ ซึ่งจะมักจะมีองค์กรที่เป็นตัวแทนของพนักงาน คือ สหภาพแรงงานทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของพนักงานที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน อาจรวมไปถึงพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพด้วย 

หากมองโดยผิวเผินก็เรียกได้ว่า เป็นการกระทำตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน  โดยเป้นความชอบธรรมที่คนจะสามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนได้  ภายใต้กรอบที่กำหมายกำหนด  ...</description>
		<link>http://kosolanusimbiztalk.com/to-solve-the-conflict</link>
			</item>
</channel>
</rss>
