ความเสียหายจากการละเมิดจริยธรรมของผู้บริหาร
จริยธรรม เป็นคำที่ใครๆ ก็รู้จักทั้งรูปคำและความหมาย ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า “จริยธรรม น. ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ,ศีลธรรม,กฎศีลธรรม” สรุปว่าจริยธรรมนั้น ครอบคลุมทั้งกฎหมาย ระเบียบและศีลธรรม ที่มนุษย์ต้องพึงปฏิบัติเพื่อความเรียบร้อยร่วมกัน
จริยธรรมจึงเป็นสิ่งที่คนทุกคนต้องมีประจำใจ เป็นกรอบในการปฏิบัติตนให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมที่ตนอยู่อาศัย ไม่ว่าจะในสังคมระดับใดก็ตาม เริ่มตั้งแต่ระดับเล็กๆ คือครอบครัว ไปจนถึงประเทศ และมวลมนุษยชาติ
การละเมิดจริยธรรมจึงเป็นการละเมิดความเรียบร้อยของสังคม ทำให้ผู้อื่นมีความเดือดร้อน เป็นการกระทำความผิดอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น ผู้ที่ละเมิดจริยธรรม ย่อมต้องได้รับการลงโทษตามฐานความผิด จะหนักหรือเบาก็สุดแท้แต่ข้อกำหนดของกฎหมายหรือกฎระเบียบที่วางเอาไว้
หากผู้ละเมิดจริยธรรมเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่สูงกว่าคนอื่น ยิ่งจะต้องได้รับการลงโทษหนักกว่าผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ต่ำกว่าในฐานความผิดเดียวกัน เพราะผู้ที่เป็นใหญ่ย่อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาจริยธรรมของสังคม เช่นเดียวกับผู้ที่บวชเป็นภิกษุ หากทำผิดศีลเสียเอง ย่อมมีโทษหนักกว่าผู้ที่ไม่ได้บวช
ความจริงที่น่าเศร้าใจก็คือ ผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โต เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ในองค์กร ในสังคม ในประเทศต่างกระทำการละเมิดจริยธรรมปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเองมาก ทั้งในระดับผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรทางสังคม ผู้นำองค์กรธุรกิจ
ผู้เป็นใหญ่ในตำแหน่งหน้าที่ย่อมมีอำนาจมากว่าผู้น้อย เมื่อกระทำผิดก็ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นได้มากกว่าคนที่มีอำนาจน้อยกว่ากระทำผิด เช่น พนักงานธรรมดากระทำผิดโดยการเบียดบังผลประโยชน์ของบริษัทเป็นของตนเอง ย่อมทำได้น้อยกว่าผู้บริหารระดับสูงหรือกรรมการบริษัท หากผู้บริหารระดับสูงหรือกรรมการบริษัท กระทำการเบียดบังผลประโยชน์ของบริษัทเข้าเป็นของตน ย่อมทำได้มากกว่าพนักงานธรรมดาและเกิดความเสียหายมากกว่า
ลองพิจารณาถึงขอบเขตความเสียหายจากกรณีตัวอย่างต่อไปนี้
ผู้บริหารระดับสูงของสายการบินแห่งหนึ่ง ใช้อำนาจของตนในการขนกระเป๋าใส่ของเป็นจำนวนนับร้อยๆ ใบ น้ำหนักรวมหลายร้อยกิโลกรัม ขึ้นเครื่องบินของบริษัทฯ จากประเทศหนึ่งไปประเทศหนึ่งโดยไม่จ่ายค่าระวาง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ผิดระเบียบของบริษัท เมื่อถูกเปิดเผยความผิด ผู้บริหารที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นกล่าวว่า ตนสามารถทำได้และใครๆ ในระดับเดียวกับตนก็ทำกันทั้งนั้น
การกระทำดังกล่าวผิดระเบียบของบริษัท ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้จากการเก็บค่าระวางกระเป๋า ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อย เมื่อคิดต่อไปตามคำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงที่ว่า ใครๆ ก็ทำเช่นนี้กันทั้งนั้น เมื่อรวมความสูญเสียที่ใครๆ ก็ทำกัน คงเป็นจำนวนเงินมหาศาล แล้วคิดต่อไปอีกว่า เมื่อทำความผิดเช่นนี้กันได้ ความผิดอื่นๆ ก็ย่อมจะทำได้เช่นกัน ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นได้มากมายเป็นทวีคูณ
การกระทำเช่นนี้อย่างน้อยต้องละเมิดศีลข้อที่ 2 คือ อทินนาทานาเวรมณีสิกขาฯ การลักและเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบ ในกรณีนี้แม้ไม่ได้ลักทรัพย์แต่ก็ไม่ต่างจากลักทรัพย์ เพราะเป็นการเบียดบังเอาโดยทางอ้อม ที่สำคัญ ทรัพย์นี้เป็นทรัพย์ของส่วนรวมคือขององค์กร ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นทุกคน พนักงานทุกคนรวมทั้งประเทศชาติก็มีส่วนเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งสิ้น การเอาทรัพย์ของส่วนรวมไปเป็นของตนโทษย่อมจะหนักขึ้น ไม่ต่างจาการลักของสงฆ์ ซึ่งโทษทัณฑ์ของผู้ลักของสงฆ์เมื่อตายไปแล้วย่อมลงสู่อเวจีมหานรก
การละเมิดศีลนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มีองค์ประกอบความผิดถึงสามประการคือ ละเมิดด้วยตนเอง สนับสนุนให้คนอื่นละเมิด และยินดีเมื่อคนอื่นละเมิดแล้ว ทั้งสามประการล้วนมีความผิดในฐานะละเมิดศีล หากพิจารณาตามคำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงผู้นี้ ที่บอกว่า ใคร ๆ ก็ทำเช่นนี้กันทั้งนั้น ย่อมแสดงว่า นอกจากจะละเมิดด้วยตัวเองแล้ว ยังมีส่วนของการสนับสนุนให้คนอื่นละเมิดและยินดีเมื่อคนอื่นละเมิด ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ทำและกล่าวอ้างเช่นนี้
การกระทำดังกล่าวย่อมส่งผลเสียหายต่อบริษัทฯ ทำให้บริษัทมีรายได้ลดลง ส่งผลต่อกำไร ส่งผลต่อผู้ถือหุ้นทำให้ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ควรจะได้ ส่งผลต่อพนักงานที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนค่าตอบแทนหรือสวัสดิการอันจำเป็นตามที่ควรจะมี ส่งผลต่อประเทศชาติที่จะต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น ความเสียหายจึงกินขอบเขตกว้างขวางมาก
ความเสียหายจากการละเมิดจริยธรรมของผู้บริหาร ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ล้วนแต่ก่อให้เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น ผู้บริหารทั้งหลายผู้นำทั้งปวงควรจะสำนึกเรื่องนี้ให้หนัก รักษาจริยธรรมให้ดี
กระผมผู้น้อยก็ได้แต่ขอฝากไว้เพียงเท่านี้.
บทความโดย โกศล อนุสิม พิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๓



เชิญแสดงความคิดเห็น