คลิปเสียงสอนธรรมะ
เรื่องร้อนๆทางการเมืองเรื่องหนึ่งที่กำลังระอุอยู่เวลานี้ก็คือ เรื่องคลิปเสียงที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมของประชาชนในช่วงเดือนเมษายนโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งผู้ที่จัดทำและนำมาเผยแพร่ย่อมไม่มีความปรารถนาดีทั้งต่อตัวนายกรัฐมนตรีและประเทศชาติอย่างแน่นอน แม้ฝ่ายรัฐบาลจะพิสูจน์แก่สาธารณชนได้แล้วว่า คลิปเสียงนั้นถูกตัดต่อขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยุติลงได้ง่ายๆ เพราะฝ่ายค้านยังติดใจและจะนำไปอภิปรายในการประชุมสภา เรื่องนี้จะลงเอยเช่นไรก็ต้องติดตามกันต่อไป
อันที่จริงแล้ว คลิปเสียงดังกล่าวนี้หากจะว่าไปก็ไม่ต่างจากข่าวลือและบัตรสนเท่ห์ ซึ่งผู้ปล่อยข่าวและปล่อยบัตรสนเท่ห์มีจุดมุ่งหมายทำลายฝ่ายอื่นหรือบุคคลอื่น เพียงแต่คลิปเสียงเป็นข่าวลือหรือบัตรสนเท่ห์รูปแบบใหม่ที่อาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลมีเดีย จัดทำขึ้นและเผยแพร่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ถึงผู้รับในวงกว้างและมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด ดังนั้นผลกระทบจึงมีมาก หากไม่มีการแก้ไขได้ทันท่วงที ผลเสียก็ย่อมเกิดขึ้นมากมายตามมา ซึ่งในกรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีนี้ มีการยับยั้งได้ทันท่วงที โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นของปลอมพร้อมหลักฐานทางวิชาการมารองรับ จึงระงับผลร้ายที่จะตามมาลงไปได้
เรื่องคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า กรณีนี้สอนธรรมะให้เราคือสังคมไทยได้หลายข้อ นั่นคือ
1.ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้และเข้าใจความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทำให้เราไม่ประมาท ซึ่งในกรณีนี้ ใครจะคิดมาก่อนว่า จะมีคนกระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น ซึ่งหากเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคนคิดทำแล้วไซร้ ความวุ่นวายของบ้านเมืองย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
2.ความมีสติ เมื่อเรารู้ว่า อะไรๆก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เราก็ไม่ประมาท เตรียมพร้อมอยู่เสมอ โดยใช้สติเป็นตัวนำ เมื่อมีสติแล้วก็ย่อมไม่หลงเชื่อไปกับสิ่งที่เห็น ไม่ตกหลุมพรางที่มีคนขุดล่อ ในกรณีนี้ นับว่าสังคมไทยมีสติ ไม่ได้หลงเชื่อเดินลงหลุมพรางดังกล่าว
3. เกิดปัญญา เมื่อมีสติแล้วก็พิจารณาสิ่งต่างๆจนเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาแล้วรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ยับยั้งชั่งใจได้ แม้สิ่งนั้นอันได้แก่ข้อมูลข่าวสารจะตรงกับความคิดความเชื่อของตน แต่ก็ไม่ได้หลงเชื่อไปโดยไม่ไตร่ตรอง ผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆก็ออกมาชัดเจนว่า ประชาชนไทยไม่ได้หลงเชื่อสิ่งที่ปรากฏในคลิปเสียงนั้น
4.แก้ปัญหาได้ เมื่อเกิดปัญญาก็หาหนทางแก้ไขปัญหาได้ ข้อนี้ต้องชื่นชมประชาชนไทยทุกฝ่ายที่ไม่หลงกลผู้ทำและเผยแพร่คลิปดังกล่าว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจัดการแก้ไขปัญหา พิสูจน์ความจริง หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
เรื่องลักษณะดังกล่าวนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ในองค์กรทั้งหลายก็เกิดขึ้นได้ เนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์กันนั้นมีในทุกระดับองค์กร ตามมาด้วยความขัดแย้งที่ดึงเอาคนในองค์กรเข้ามาร่วมเป็นฝ่ายตนด้วย การปล่อยข่าวลือทำลายฝ่ายตรงกันข้าม การเขียนบัตรสนเท่ห์โจมตีผู้อื่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบัน การปล่อยคลิปภาพก็ดี คลิปเสียงก็ดี ได้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงกันข้ามแทนข่าวลือและบัตรสนเท่ห์ ซึ่งได้ผลรวดเร็วกว่ากันหลายเท่า
การรับมือเรื่องเหล่านี้ ย่อมต้องอาศัยสติและปัญญาเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าเราจะเป็นคนระดับใดในองค์กรและในสังคม ก็ต้องอาศัยสองสิ่งนี้ในทุกเรื่อง เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้น้อย หากขาดสติและปัญญาเสียแล้ว ก็ย่อมสามารถทำให้องค์กรและสังคมเสียหายจนอาจจะล่มสลายได้ด้วยกันทั้งสิ้น
บทความโดย โกศล อนุสิม ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ 2 กันยายน 2552



เชิญแสดงความคิดเห็น