มิจฉาทิฏฐิ ในองค์กร
ในโลกมีของสองสิ่งคู่กันเสมอ ผู้หญิงคู่ผู้ชาย ฝ่ายค้านคู่กับฝ่ายรัฐบาล กรรมการคู่กับผู้ถือหุ้น ผู้บริหารคู่กับพนักงาน กำไรคู่กับขาดทุน บุญคุณคู่กับความแค้น ความดีคู่ความเลว มืดคู่กับสว่าง ผิดคู่กับถูก ธรรมคู่กับอธรรม สัมมาทิฏฐิคู่กับมิจฉาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา มีอยู่ในธรรมหลายหมวด ความหมายของสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นชอบนี้ที่อธิบายไว้ในหนังสือ อธิบายหลักธรรมตามหมวดจากนวโกวาท โดย พระเทพดิลก (ระแบบ จิตญาโน) ท่านกล่าวไว้ละเอียด ว่า มีความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม ความเห็นชอบในระดับต่างๆเป็นความเห็นชอบทั้งนั้น ในทางศาสนาท่านเน้นที่ปัญญาเห็นชอบในเรื่องสำคัญคือ
(1) เห็นชอบในกฎแห่งหรรม คือ เห็นว่าการให้ทาน มีผล เห็นว่าการเสียสละเพื่อประโยชน์ผู้อื่น มีผล การต้อนรับผู้มาเยือนมีผล การกระทำทั้งดีและชั่ว มีผล สังสารวัฎ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
(2) เห็นชอบในสังสารวัฏ คือ เชื่อว่าบิดามี มารดามี โลกนี้มี โลกหน้ามี สัตว์ยังมีกิเลสต้องเวียนว่ายตายเกิด
(3) เห็นชอบในเรื่องพระพุทธคุณ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อว่าพระผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบ รู้แจ้งเห็นจริงมีอยู่ในโลก สรุปให้สั้นก็คือ เห็นชอบ เห็นตรง เชื่อตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้ที่เห็นตรงกันข้าม ก็ย่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือผู้ที่เห็นผิดไปจากความถูกต้อง เห็นตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ในที่นี้ ย่อมรวมถึงผู้ที่อาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในการทำมาหากิน ดัดแปลงให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองเป็นที่ตั้ง ตีความผิดๆ สั่งสอนคนให้เชื่อตามผิดๆ เป็นต้น
กระบวนการของผู้ประกอบมิจฉาทิฏฐินั้น ส่วนมากแล้วมักจะ มีกลยุทธ์ซับซ้อน มียุทธวิธีที่แยบยล รู้จิตวิทยาของคนดี สิ่งหนึ่งที่เหล่ามิจฉาทิฏฐิมักจะยกมาเป็นเครื่องมือก็คือ กาลามสูตร ซึ่งมักจะอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พิจารณาด้วยเหตุผลจึงให้เชื่อ ถ้าอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ก็แสดงว่าไม่ถูกต้อง เช่น บางกลุ่มก็เชื่อว่า สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี เทวดาไม่มี พรหมไม่มี แม้กระทั่งพระอรหันต์ก็ไม่มี ถ้ามีก็ต้องเห็นก็ต้องพิสูจน์ได้ เมื่อพิสูจน์ไม่ได้จึงไม่มี และนำไปสู่การสั่งสอนกันไปว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ตายแล้วสูญ เป็นต้น อันขัดกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง
แท้จริงแล้ว กาลามสูตรนั้น จริงอยู่ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่าอย่าเชื่อโดยได้ยินได้ฟังมา อย่าเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แต่หลักสำคัญก็คือ พระองค์ทรงให้ปฏิบัติให้รู้เห็นด้วยตัวเอง พิสูจน์ให้รู้แน่ชัดว่าอะไรถูกอะไรผิดจึงสรุปตัดสิน การคิดด้วยเหตุผล ด้วยตรรกะเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางที่จะพิสูจน์ความจริงได้ ผู้ที่ไม่เคยหยุดโกหก ย่อมไม่รู้ว่าความสุขจากการพูดความจริงเป็นอย่างไร ไม่ต้องพะวงว่าตัวเองโกหกอะไรไว้บ้างเพื่อจะได้โกหกต่อไปได้ตรงกับที่เคยโกหกไว้ ไม่ให้คนจับผิดได้ หรือ คนที่ไม่หยุดเบียดเบียนผู้อื่น ก็ย่อมไม่รู้ว่า ความสุขจาการไม่มีศัตรูคู่แค้นนั้น มีมากเพียงไร เป็นต้น
การเป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ไม่เพียงแต่พาตนลงนรกทั้งชาตินี้ คือความทุกข์ใจและลงนรกจริงเมื่อตายจากมนุษย์แล้ว ยังสร้างความทุกข์แก่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วน ในที่นี้จะขอแยกเป็นสองประเภทคือ
(1) พวกมิจฉาทิฐิที่มีความเห็นผิดจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วสอนคนให้เชื่อตาม นอกจากตัวเองจะตกนรกแล้ว ยังพาคนอื่นไปลงนรกอีกด้วย
(2) พวกมิจฉาทิฏฐิที่มีอำนาจอยู่ในมือ กระทำเรื่องผิดทำนองคลองธรรม ผิดกฎหมาย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยตรงก็คือการใช้อำนาจอันไม่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง โดยอ้อมก็คือ การตีความคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กฎหมาย กฎระเบียบ ผิดไปจากประโยชน์ชนหมู่มากเพื่อประโยชน์ชนหมู่น้อยของตน เป็นต้น
บรรดามิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ ได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนแก่คนอื่นอย่างมหาศาล ทั้งสองกลุ่มมักยกกาลามสูตรขึ้นมาเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์แก่ตนเอง จนเมื่อกฎแห่งกรรมตามเล่นงาน เร็วบ้าง ช้าบ้างนั่นแล จึงสำนึกว่า การเป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ผิดมหันต์
พวกประเภทที่ 1 นั้น อาจไม่เห็นในชาตินี้ แต่หลังจากตายเป็นมนุษย์ไปแล้ว ย่อมเห็นนรกแน่แท้ ดังปรากฏในพระไตรปิฎกอยู่เป็นอันมาก ส่วนประเภทที่ 2 นั้น ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ทั้งในองค์กรรัฐ เอกชน ธุรกิจขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ที่ทำผิดกฎหมาย กฎระเบียบ จนต้องรับกรรม มากบ้าง น้อยบ้าง ทั้งเสียอิสรภาพ เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง หมดสิ้นอำนาจ กลายเป็นนักโทษของสังคม
ทุกวันนี้แม้จะถูกลงโทษให้เห็นอยู่เสมอๆ แต่กระบวนการของเหล่ามิจฉาทิฏฐิมีการพัฒนาแยบยลขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นที่ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ในทุกที่ ทุกระดับ ทุกหน่วยของสังคม จึงจะช่วยยับยั้งความเสียหายอันเกิดจากพวกเห็นผิดเป็นชอบเหล่านี้
ในองค์กรของคุณ มีพวกมิจฉาทิฏฐิอยู่หรือไม่ เป็นบุคคลระดับใดบ้าง โปรดตรวจสอบดู.
……….
บทความโดย โกศล อนุสิม ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



เชิญแสดงความคิดเห็น