ผู้นำเรียกหยุดร้องผู้น้อย ผู้น้อยเลิกเรียกร้องผู้นำ

การนักหยุดงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2552 เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาล ให้ทบทวนแผนพัฒนาการรถไฟฯที่เสนอโดยกระทรวงคมนาคมต้นสังกัด เหตุผลของการประท้วงและรายละเอียดของข้อเรียกร้องเป็นเช่นใดนั้น คงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะเผยแพร่ตามสื่อต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ตย่างกว้างขวาง

นี่เป็นครั้งหนึ่งที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นในองค์กรระดับประเทศ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ทั้งผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางโดยรถไฟไปทำธุรการงานเป็นประจำ ที่ต้องเดือดร้อนเพราะไม่สามารถไปทำงานได้ ส่งผลถึงองค์กรที่พนักงานไปทำงานไม่ได้ที่งานจะต้องล่าช้า ส่วนองค์กรธุรกิจที่ต้องใช้รถไฟในการขนส่งสินค้าก็มีความเดือดร้อนเช่นกัน อาจส่งสินค้าไม่ทัน หรือต้องใช้หนทางอื่นเช่นขนส่งโดยรถยนต์ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เป็นต้น ดังนั้น แม้จะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรหนึ่งองค์กรใด ก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่สังคมส่วนรวมได้

ข้อขัดแย้งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมของมนุษย์ทุกระดับ ในองค์กรทุกประเภท โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรนั้น มีเหตุการณ์ประท้วงและเรียกร้องกันเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป้นความขัดแย้งกันของผู้นำในองค์กร อันได้แก่บรรดาผู้มีอำนาจในการบริหารงานทั้งหลาย กับผู้น้อยในองค์กร คือบรรดาพนักงานระดับต่างๆ ซึ่งจะมักจะมีองค์กรที่เป็นตัวแทนของพนักงาน คือ สหภาพแรงงานทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของพนักงานที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน อาจรวมไปถึงพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพด้วย

หากมองโดยผิวเผินก็เรียกได้ว่า เป็นการกระทำตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน โดยเป้นความชอบธรรมที่คนจะสามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนได้ ภายใต้กรอบที่กำหมายกำหนด แต่ถ้าหากมองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่แต่ละฝ่ายต่างเรียกร้องที่จะเอาประโยชน์จากฝ่ายอีกหนึ่งนั่นเอง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น จากองค์ธุรกิจทั้งหลาย ผ่านการประท้วงและเรียกร้องผลประโยชน์ของพนักงานนั้น ย่อมเกิดจากเหตุที่มีการเรียกร้องจากกันและกันเกินความพอดีของทั้งฝ่ายผู้นำและฝ่ายผู้น้อย ผู้นำมีแต่จะเรียกร้องเอาจากพนักงาน ให้พนักงานทำงานหนัก ทำงานให้คุ้มกับค่าตอบแทน จ่ายค่าแรงออกไปเท่าใดก็ต้องการผลตอบแทนคืนมาให้คุ้มค่ากับที่ต้องจ่ายไป ซึ่งในความคิดของพนักงานย่อมเป็นการเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดแรงงาน ไม่มีความยุติธรรม เมื่อเห็นว่าตนทำงานหนักขึ้นก็ต้องการค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น หรือในกรณีที่เห็นว่าตนจะสูญเสียประโยชน์ก็กระทำการคัดค้าน ด้วยการประท้วงและหยุดงาน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ นำความสูญเสียมาสู่องค์กร หากองค์กรใดมีข้อขัดแย้งเช่นนี้บ่อยๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ย่อมหาความเจริยเติบโตได้ยาก ในที่สุดอาจไม่สามารถจะอยู่ได้ทั้งผู้นำ ผู้ตามและองค์กร

นี่นับเป็นรูปแบบความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่อย แม้จะมีรูปแบบและประเด็นความขัดแย้งแตกต่างกันไป แต่แก่นแท้ก็คือ เกิดจากการเรียกร้องเอาจากกันมากเกินไปของผู้นำกับผู้น้อยในองค์กรนั่นเอง

หนทางในการแก้ไขนั้น มีทางเดียว นั่นคือ แต่ละฝ่ายลดการเรียกร้องจากคนอื่น แล้วหันมาเรียกร้องจากตนเองให้มากขึ้น ผู้นำก็ต้องทำหน้าที่ของตนโดยให้ความยุติธรรมแก่ผู้น้อย ไม่เอารัดเอาเปรียบ ผู้น้อยก็ต้องเรียกร้องจากตัวเอง โดยทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ไม่เอาเปรียบองค์กรด้วยการฉ้อฉลเวลาหรือทรัพย์สินไม่ว่าจะมากหรือน้อย และเครื่องมือที่จะทำให้คนสามารถขจัดการเรียกร้องจากคนอื่นได้ดีที่สุดก็คือเครื่องมือที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบไว้แก่มนุษย์ทั้งหลาย นั่นคือศีล 5 และพรหมวิหาร 4 นั่นเอง

ศีล 5 และ พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องมือที่ปัจเจกบุคคลใช้ขัดเกลาตนเองให้พ้นจากการเอารัดเอาเปรียบ การเรียกร้องเอาจากผู้อื่น ปัจเจกชนไม่ว่าอยู่ในฐานะใดมีจำเป็นที่จะต้องใช้ศีล 5 และ พรหมวิหาร 4 พัฒนาตนเองโดยเท่าเทียมกัน ลองคิดให้ดูให้ดีว่า องค์กรทุกระดับมีสมาชิกประกอบด้วยปัจเจกบุคคลรวมกันเป็นกลุ่มคน เป็นองค์กร หากปัจเจกบุคคลที่เป็นสมาชิกขององค์กรของสังคมนั้นๆ พัฒนาตนเองไปถึงจุดที่ไม่เรียกร้องอะไรจากคนอื่น มีแต่ให้แก่คนอื่น หรือเพียงแค่เรียกร้องจากคนอื่นน้อยกว่าให้แก่คนอื่น องค์กรนั้นสังคมนั้นย่อมมีความก้าวหน้าและความสงบแน่นอน
พระพุทธองค์ทรงเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาปัจเจกบุคคล ว่าจะเป็นปัจจัยให้เกิดการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงทรงเน้นการเปลี่ยนแปลงในตัวของแต่ละคน โดยทรงตรัสว่า ธรรมะนั้นเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้เฉพาะตน หรือเป็น “ปัจจัตตัง” เมื่อปัจเจกบุคคลต่างขัดเกลาพัฒนาตนเองแล้วก็จะทำให้สังคมพัฒนาขึ้นได้เอง

ดังนั้น หากแม้นปัจเจกบุคคลทุกระดับชั้นและฐานะ เลิกเรียกร้องจากคนอื่นหรือเรียกร้องจากคนน้อยลง แล้วหันมาเรียกร้องจากตนเองมากขึ้น รับผิดชอบในตนเองมากขึ้น เห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้น ความขัดแย้งที่มีอยู่ก็ย่อมจะลดน้อยลง ไม่ต้องประท้วง ไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องยกพวกเข้าห้ำหั่นกันให้วุ่นวาย เมื่อนั่นก็จะสงบสุข

แม้ว่าจะเป็นความหวังริบหรี่ แต่ก็ขอเสนอไว้ให้ทุกๆฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันนำไปพิจารณา.

โกศล อนุสิม ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 มิถุนายน 2552

เรื่องในหมวดเดียวกัน

This entry was posted on Sunday, January 17th, 2010 and is filed under บริหารและจัดการ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญแสดงความคิดเห็น

Sponsors

เรื่องตามหมวดหมู่

เรื่องรายเดือน

เรื่องล่าสุด

คนร่วมคุย

เรื่องแนะนำ